ย้อนกลับ
Print |

โรคที่มักเกิดกับเด็กวัย 3 – 6 ปี

โดย Momypedia



kids_momypedia
การไปโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ทำให้เด็กๆ ในวัย 3 - 6 ปี เจ็บป่วยได้ง่าย เพราะโรงเรียนก็ถือเป็นแหล่งรวมโรคภัยไข้เจ็บด้วย แม้บางครั้งจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็ส่งผลต่อสุขภาพและการเติบโตของเด็กด้วย การป้องกันดูแลจะช่วยให้เด็กๆ ไปโรงเรียนได้อย่างสนุกสนาน ปลอดภัยจากโรคภัย

การเจ็บป่วยของเด็กๆ ที่พบได้ มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1.โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคหวัด การอักเสบของจมูก คอ หูชั้นกลาง และหลอดลม

2.โรคที่ติดต่อจากการสัมผัสทางผิวหนัง เช่น หิด เหา

3.โรคทางเดินอาหาร เช่น อาหารเป็นพิษ ท้องเสีย และพยาธิลำไส้

นอกจากนี้ โรคที่เด็กวัยนี้เป็นกันบ่อยๆ คือ โรคสุกใส (อีสุกอีใส) โรคตาแดง และโรคฮิตอีกหนึ่งโรคซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เด็กสมัยนี้มักเป็นกัน คือ โรคอ้วน

ส่วนโรคอันตรายอย่างเช่น โรคมือ-เท้า-ปาก ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้



โรคหวัด

หมายถึง โรคไข้หวัดธรรมดา (Common cold) เป็นโรคที่พบบ่อยมาก ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมักพบเป็นหวัดได้บ่อยถึงปีละ 6 - 8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กอนุบาล จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่มาก โดยเฉพาะเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้น และอาจเจ็บป่วยจนถึงขั้นเป็นหวัดเรื้อรังหรือเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น หลอดลมปอด ไซนัสและหูชั้นกลางอักเสบตามมาได้

โรคหวัดจะพบได้บ่อยในช่วง 2 - 3 ปีแรกที่เข้าโรงเรียนใหม่ๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยอนุบาล เมื่ออายุเกิน 6 ปี ก็จะเป็นหวัดน้อยลงเหลือเพียงปีละ 2 -3 ครั้ง

เชื้อที่เป็นสาเหตุของหวัดส่วนใหญ่เป็นไวรัส อาการที่สำคัญคือ มีน้ำมูกใสๆไหล จาม คัดจมูก บางคนครั่นเนื้อครั่นตัว อาจมีอาการไอตามมาทีหลังได้ อาการไข้มักจะไม่สูงมากและเป็นอยู่ไม่เกิน 3 วัน อาการหวัดมักจะหายไปเองใน 3 – 4 วัน หรือไม่เกิน 7 วัน

การติดต่อ

        • ไข้หวัดในเด็กส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งแพร่เชื้อให้คนรอบข้างได้ง่ายผ่านระบบทางเดินหายใจ ซึ่งไวรัสมีหลากหลายชนิด แต่กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) และ โคโรนาไวรัส (Coronaviruses)
        • ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ จากการไอ จาม รับน้ำมูก น้ำลาย หรือสัมผัสเชื้อโรคจากสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น การเล่นกับคนเป็นหวัด โทรศัพท์ จับราวบันได กดปุ่มกดลิฟต์ และ ของเล่น เป็นต้น

อาการ

        • มีอาการไม่รุนแรง อาจมีไข้ (แต่ไข้สูงไม่เกิน 38°เซลเซียส) อาจปวดศีรษะ (ไม่มาก) ปวดเมื่อยตัว แสบตา คัดจมูก จาม ไอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล อาจมีอ่อนเพลีย (แต่ไม่มาก)
        • บางครั้งอาจมีอาการ เจ็บคอ ปวดท้อง อาเจียน หรือ ท้องเสียได้บ้าง
        • อาการแตกต่างกันได้มากในแต่ละครั้งของการเป็นหวัด แต่โดยทั่วไปอาการไม่มาก
        • ปกติมักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ หากมีอาการป่วยนานกว่านั้น อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ควรพาไปพบพบแพทย์โดยเร็ว

การดูแลรักษา

        • พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่น
        • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อยๆ และทุกครั้งหลังกินอาหาร
        • ถ้ามีไข้ควรเช็ดตัว กินยาลดไข้ พาราเซตามอล (ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อนจากยาได้)
        • กินยาลดน้ำมูก ยาบรรเทาอาการไอ
        • ดื่มน้ำมากๆ
        • รีบไปพบแพทย์เมื่อมีไข้สูง และไข้ไม่ลดลงใน 1 - 3 วัน
        • มีไข้ร่วมกับขึ้นผื่น
        • ไอมาก เจ็บคอมาก กินอาหารได้น้อย
        • มีเสมหะสีเหลือง หรือเขียว
        • ปวดศีรษะ เจ็บตำแหน่งไซนัสมากขึ้น
        • หายใจ เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก
        • ปวดหู มีน้ำออกจากหู

ป้องกัน

        • ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคหวัด
        • ออกกำลังกายสม่ำเสมอให้ร่างกายแข็งแรง
        • กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่
        • ดื่มน้ำสะอาด วันละ 8 แก้ว
        • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนกินอาหาร และหลังจากเข้าห้องน้ำ
        • พักผ่อนให้เพียงพอ
        • หลีกเลี่ยงการเล่น การสัมผัสกับเด็ก หรือคนที่เป็นหวัด
        • ไม่อยู่ในที่แออัด เช่น ศูนย์การค้า ในช่วงที่มีโรคหวัดระบาด หรือสวมหน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อหรือรับเชื้อ
        • ให้เด็กหยุดเรียน เพื่อป้องกันการนำเชื้อหวัดไปแพร่กระจายสู่เพื่อน

การดูแลเด็กภายในโรงเรียน

        • ในห้องเรียนอากาศถ่ายเทได้สะดวก
        • ในโรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีฝุ่นละอองหรือควัน
        • ทำความสะอาดของเล่น หนังสือ และอุปกรณ์ต่างๆ เป็นประจำ
        • จำนวนนักเรียนไม่แออัดมากเกินไป
        • ของใช้ส่วนตัวของนักเรียนควรใช้แยกกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว และที่นอน เป็นต้น
        • สอนให้เด็กๆ ล้างมือทุกครั้งหลังการเล่นและก่อนรับประทานอาหาร
        • สอนให้เด็กรู้จักดูแลสุขภาพ เช่น เวลาไอจามให้ปิดปาก

หมายเหตุ : การรักษาตามอาการ ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ เพราะหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย (ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้) ต้องใช้วิธีการพักผ่อนและกินยาลดไข้



โรคสุกใส (อีสุกอีใส)

โรคสุกใส (Chickenpox หรือ Varicella) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลา ซอสเตอร์ ไวรัส (Varicella zoster virus) หรือ VZV
เป็นโรคที่พบในเด็กตั้งแต่อายุประมาณ 1 - 12 ปี แต่ก็พบได้ในทุกช่วงอายุทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ โดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยติดต่อง่าย และมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้

โรคสุกใสเกิดจากการสัมผัสเชื้อในอากาศ ไอ จาม การหายใจ การสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง สัมผัสผื่นที่ผิวหนัง น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำของโรค รวมไปถึงการสัมผัสเสื้อผ้า สิ่งของ เครื่องใช้ต่างๆของผู้ป่วย

การติดต่อ

        • มีระยะฟักตัว ประมาณ 10 - 21 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มแพร่เชื้อได้ในช่วงประมาณ 5 วันก่อนขึ้นผื่นไปจนถึงเมื่อตุ่มน้ำแห้ง และตกสะเก็ดหมดแล้ว
        • ระยะแพร่เชื้ออาจจะนานถึง 7 - 10 วัน หรือนานกว่านี้ในผู้ใหญ่
        • ติดต่อกันได้ทางการหายใจ การสัมผัสตุ่มน้ำใสของผู้ป่วยทั้งทางตรงและทางอ้อม

อาการ

        • มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ประมาณ 1 - 2 วัน
        • เมื่ออาการไข้ลดลง ผิวหนังจะขึ้นผื่นอย่างรวดเร็ว ผื่นขึ้นที่ใบหน้าและลำตัวก่อน จากนั้นที่หนังศีรษะ แขนและขา
        • ลักษณะของผื่น จากผื่นแดง แล้วกลายเป็นผื่นนูน และตุ่มน้ำใส เม็ดเล็ก คันมาก
        • อาจมีตุ่มพองเกิดต่อเนื่อง ภายใน 3 - 6 วัน และต่อจากนั้นจะแห้งตกสะเก็ดภายใน 1 - 3 วัน
        • อาจมีผื่นขึ้นในเยื่อบุช่องปาก และผิวหนังของอวัยวะเพศภายนอก
        • เมื่อตกสะเก็ด แผลจะค่อยๆ หลุดลอกหายไป กลับเป็นปกติภายในประมาณ 2 สัปดาห์

การดูแลรักษา

        • เนื่องจากเป็นติดเชื้อไวรัส จึงรักษาตามอาการ
        • พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว
        • ทายาแก้คัน เช่น ยาคาลามาย (Calamine lotion) หรือกินยาบรรเทาอาการคัน
        • กินยาลดไข้ พาราเซตามอล เมื่อมีไข้ และเช็ดตัว
        • กินยาต้านไวรัสในโรคที่รุนแรง (ถ้ามี)
        • ให้แยกผู้ป่วย แยกเครื่องใช้ทุกอย่าง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ จนกว่าแผลจะตกสะเก็ดหมดทั้งตัว
        • ตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการเกา เพราะหากเกิดแผลจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
        • รีบพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อ มีไข้สูง และไข้ไม่ลงภายใน 1 - 2 วันหลังกินยาลดไข้ และตุ่มพองเริ่มเป็นหนอง
        • ทำความสะอาดผิวหนังที่เป็นผื่นเพื่อลดการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

การป้องกัน
หากยังไม่เคยเป็นโรคนี้ ควรให้เลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นสุกใส

        • ให้วัคซีนป้องกันโรค หากมีความจำเป็น
        • ควรให้เด็กที่ป่วยหยุดเรียนจนกว่าจะหายดี ใช้เวลาประมาณ 1 - 2 สัปดาห์

หมายเหตุ

        • โรคสุกใสในเด็ก ปกติมักไม่รุนแรง และหลังหายจากโรคจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสุกใสตลอดชีวิต
        • ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะทำลายเชื้อแบคทีเรีย และเด็กอาจแพ้ยาปฏิชีวนะ
        • ตุ่มพอง อาจเป็นหนองเมื่อติดเชื้อแบคทีเรีย
        • การสัมผัสสะเก็ดแผลไม่ติดโรค
        • รีบพบแพทย์ เมื่อเจ็บแน่นหน้าอกมาก หายใจติดขัด หอบเหนื่อย แสดงอาการของปอดติดเชื้อ
        • ปวดศีรษะมาก อาจร่วมกับแขน ขา อ่อนแรง หรือชัก เป็นอาการของสมอง หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบติดเชื้อ
        • ไอมาก ไอมีเสมหะ แสดงอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ


kids_momypedia


โรคตาแดง

โรคตาแดง เป็นอาการอักเสบของเยื่อตา ที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม อะดีโนไวรัส (Adenovisus) และ เอนเทโรไวรัส (Enterovisus) ว่า โรคตาแดงหรือ ตาแดงชนิดติดต่อ

โรคนี้ติดต่อได้ง่าย มักจะมีการระบาดเป็นครั้งคราว การระบาดแต่ละครั้ง จะมีผู้คนติดโรคจำนวนมาก สามารถพบผู้ป่วยโรคนี้ได้ตลอดปี ซึ่งพบบ่อยและติดต่อได้ง่ายในเด็กที่อยู่รวมกันหลายคน เช่น ในโรงเรียน เป็นต้น

การติดต่อ

        • เกิดจากการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อและติดเชื้อ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะติดต่อด้วยการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของผู้ที่ป่วยทั้งทางตรงและทางอ้อม

อาการ

        • เมื่อได้รับเชื้อ อาจเกิดอาการตาแดงในวันรุ่งขึ้นไปจนถึง 2 สัปดาห์
        • รู้สึกระคายเคืองในตา น้ำตาไหล ตาแดง มีความรู้สึกคล้ายมีผง มักเป็นข้างเดียวก่อน ถ้าไม่ระวังอาจลามไปอีกข้างได้
        • อาการจากการติดเชื้อไวรัส มีอาการหนังตาบวมแดง บริเวณเยื่อตาอาจพบเป็นตุ่มเล็กๆ กระจายไปทั่ว
        • โดยทั่วไปมีน้ำตาออกมาเป็นน้ำใสๆ หรือเป็นเมือกเล็กน้อย หากติดเชื้อแบคทีเรียจะมีขี้ตาข้นๆ คล้ายหนอง
        • บางรายมีจุดเลือดเล็กๆ กระจาย บางรายอาจพบเป็นปื้นใหญ่ เป็นที่มาของคำว่า เลือดออกในตาร่วมกับตาแดง ซึ่งหมายถึง มีการอักเสบของเยื่อตาร่วมกับมีเลือดออกด้วย
        • ผู้ป่วยบางรายอาจมีน้ำตาไหล โดยน้ำตามีเลือดปนจนทำให้ผู้ป่วยตกใจว่ามีเลือดออกได้ และผู้ที่เป็นมากๆ อาจมีขี้ตาปนเมือกจนเป็นแผ่นติดเยื่อตาได้
        • ความผิดปกติทั้งหมดของโรคตาแดงจากเชื้อไวรัส จะอยู่ที่หนังตาและเยื่อตาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับ ตาดำ จึงไม่มีผลต่อการมองเห็น
        • โรคตาแดงจากเชื้อไวรัส มักจะพบการอักเสบ เป็นอาการต่อมน้ำเหลืองด้านหน้าใบหูโตร่วมด้วย
        • บางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย
        • อาการตาแดงจะค่อยๆ หายไปในเวลาประมาณ 7 วัน บางคนอาจหายเป็นปกติเลย
        • ในกรณีที่การอักเสบอาจลุกลามเข้าตาดำ เกิดการอักเสบของตาดำเป็นจุดกระจายเล็กๆ ซึ่งระยะนี้อาจทำให้ตามัวลงได้เล็กน้อย และคงอยู่ราว 1 - 2 สัปดาห์ และจะค่อยๆ หายไป

การดูแลรักษา

        • หากมีอาการมาก ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาให้ถูกต้อง
        • หากเป็นตาแดงที่เกิดจากเชื้อไวรัส ยังไม่มียาที่ฆ่าเชื้อไวรัสได้โดยตรง จึงใช้ยาหยอดตาที่เป็นยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย และอาจใช้น้ำตาเทียมร่วมกับยาลดอาการระคายเคือง
        • ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็น ช่วยประคบ ช่วยให้การระคายเคืองตาน้อยลง
        • ผู้ป่วยบางรายมีอาการเจ็บตาเคืองตามาก แพทย์อาจสั่งยาหยอดตาประเภทที่มียาสเตียรอยด์ร่วมกับยาปฏิชีวนะให้ชั่วคราว
        • แนะนำให้ลดการใช้สายตาเมื่อป่วยเป็นโรคตาแดง เพื่อไม่ให้เคืองตาหรือน้ำตาไหลมากขึ้น
        • หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ร่วมกับผู้อื่น
        • ตามปกติโรคตาแดงที่จากติดเชื้อไวรัส จะหายได้เองใน 1 - 2 สัปดาห์

ป้องกัน

        • พยายามล้างมือให้สะอาดก่อนนำมาขยี้ตา จับใบหน้า หรือจับสิ่งของเช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว และอื่นๆ
        • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับขี้ตา น้ำตา และไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่เป็นตาแดง
        • หลีกเลี่ยงการอยู่รวมกลุ่มกับคนจำนวนมากในที่แออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน ในช่วงที่เชื้อโรคแพร่ระบาด หรือไม่คลุกคลีกับผู้ที่เป็นตาแดง
        • กันผู้ป่วยออกจากกลุ่ม เด็กที่ป่วยอาจจะต้องหยุดเรียนจนกว่าจะหาย

หมายเหตุ : การซื้อยาหรือน้ำยาสำหรับหยอดตา ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรที่ชำนาญเท่านั้น



โรคอ้วน

จากสถิติการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 พบว่า เด็กไทยอายุ 1 - 14 ปี 540,000 คน หรือร้อยละ 4.7 มีภาวะน้ำหนักเกิน และอีก 540,000 คน หรือร้อยละ 4.6 มีภาวะอ้วน

โรคอ้วน คือ ภาวะที่ไม่สมดุลระหว่างการได้รับพลังงานและการใช้พลังงานของร่างกาย พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เป็นสาเหตุของโรคอ้วนที่อาจนำพาโรคภัยไข้เจ็บมาให้เด็ก อย่างเช่น โรคเบาหวาน ท้องผูก โรคไขมันในเส้นเลือด โรคความดัน โรคหัวใจ เป็นต้น

สาเหตุ

        • ส่วนหนึ่งเกิดมาจากพันธุกรรม
        • ส่วนสำคัญมาจากพฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม (เป็นเหตุให้เกิดโรคอ้วนได้มากกว่ากรรมพันธุ์)
        • กินอาหารแคลอรี่สูง เช่น อาหารฟาสฟู้ดส์ อาหารที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ อาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบมาก เช่น เบเกอรี่ ชีส เนย เป็นต้น
        • ไม่กินผัก กินผลไม้น้อย
        • กินขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ ซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็นแป้ง น้ำตาล เกลือ และน้ำมันในปริมาณมาก
        • ดื่มเครื่องดื่มจำพวก น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือนมเปรี้ยวที่มีปริมาณน้ำเชื่อมมาก เพราะรสหวานกินง่ายกว่ารสชาติอื่นๆ เช่น นมรสหวาน นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม
        • กินอาหารและดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่สูง แล้วไม่ออกกำลังกายเพือ่เผาผลาญพลังงานดังกล่าวอย่างเหมาะสม
        • กิจวัตรประจำของเด็กคือ นั่งดูทีวี เล่นเกม ไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน
        • เวลาออกกำลังกายในโรงเรียน มีน้อยเกินไป เช่น โรงเรียนบางแห่งมีเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

อาการ

        • มีรูปร่างและน้ำหนักที่มากเกินค่าเฉลี่ยมาตรฐานสำหรับเด็กในวัยนั้นๆ ทำให้เหนื่อยได้ง่าย
        • ปวดข้อเท้า เพราะข้อเท้าต้องรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป
        • นอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ เพราะท่อทางเดินหายใจแคบกว่าปกติ ซึ่งเป็นอันตรายได้ถึงชีวิต
        • การดูแลรักษา : - ปรับพฤติกรรมเรื่องอาหารการกิน
        • เลือกอาหารให้เด็กกิน ให้มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่

การป้องกัน

        • พ่อแม่หรือคนในครอบครัวใส่ใจในการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้กับเด็ก
        • ทำอาหารกินเอง จะช่วยให้เด็กสนุกกับการกินอาหารมากขึ้น และหากให้เด็กมีส่วนร่วม ช่วยกันทำอาหารก็จะยิ่งดี
        • ปรับพฤติกรรมการกิน นั่งกินให้เรียบร้อย
        • ชวนกันไปออกกำลังกาย สร้างนิสัยการออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที
        • มอบหมายงานบ้านให้เด็กได้รับผิดชอบ เพราะงานบ้านช่วยให้ออกกำลังกายได้ด้วยและฝึกความรับผิดชอบได้ด้วย
        • มีกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกาย ทำให้เด็กได้ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ


kids_momypedia


โรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก (Hand Foot and Mouth Disease) เป็นโรคไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่ไม่รุนแรงและพบได้ตลอดปี ระบาดมากในช่วงฝนตก อากาศเย็นและชื้น และโรคนี้มักจะเกิดกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี สำหรับเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี มีแนวโน้มที่จะได้รับเชื้อนี้บ่อยกว่าวัยอื่นๆ เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักการรักษาความสะอาดส่วนตัวที่ดีพอ

การติดต่อ

        • ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า คอกแซคกีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A 16) ในบางครั้งมีการระบาดเกิดจากเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) คอกแซคกีไวรัส เอ 5, 7, 9, 10 และคอกแซคกีไวรัส บี 2 และ5 และอาจเกิดจากเชื้อไวรัสเอ็คโคไวรัส (Echovirus) ได้บ้าง แต่เชื้อที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงรุนแรง ถึงกับเสียชีวิต คือ เอ็นเทอโรไวรัส 71
        • เอ็นเทอโรไวรัส 71 เป็นตัวทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้ค่อนข้างรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
        • ระยะฟักตัวของโรคเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะใช้เวลาประมาณ 3-6 วัน ผู้ป่วยจึงจะมีอาการ
        • ติดต่อได้ 2 ทาง คือ จากการกินอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระหรือน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพุพองหรือแผลของผู้ป่วย ส่วนอีกทางหนึ่งจากการหายใจเอาเชื้อไวรัสที่กระจายมาจากผู้ป่วย
        • ระยะแพร่เชื้อโรค คือ ในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย

อาการ

        • ระยะแรกจะมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย อาจมีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ (คล้ายเป็นหวัด) อาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
        • ต่อมาเป็นผื่นและตุ่มน้ำใสที่บริเวณปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า บางครั้งอาจจะมีผื่นขึ้นที่บริเวณก้นด้วย
        • ตุ่มน้ำใสที่ขึ้นในปากจะมีขนาดเล็กและแตกเป็นแผลตื้นๆ มีการอักเสบกระจายทั่วไปบริเวณริมฝีปาก เหงือก เพดานปาก ลิ้น ด้านหลังของคอหอย กระพุ้งแก้ม ทำให้เด็กกินอาหารได้ลดลง และน้ำลายไหลมากผิดปกติ
        • ตุ่มใสที่มือและเท้าจะไม่แตกเหมือนตุ่มในปาก
        • วิธีการสังเกตอาการของโรคนี้ ถ้าเด็กมีไข้โดยไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร ให้หยุดเรียนเพื่อดูอาการอย่างน้อย 5 - 7 วัน หากไข้ลดลงแล้วไม่มีตุ่มใสขึ้นก็ไปโรงเรียนได้ตามปกติ
        • หากพบว่ามีตุ่มขึ้น ก็อาจจะเป็นโรคนี้ได้
        • หากติดเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 มักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักกว่าเชื้อตัวอื่น โดยมักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท อย่างเช่น มีการอักเสบของก้านสมอง เนื้อสมองและไขสันหลัง ทำให้เกิดภาวะแขน ขาอ่อนแรง หรืออัมพาต ส่งผลต่อระบบหัวใจและปอดได้มาก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็วจากภาวะปอดบวมน้ำ เลือดออกในปอด และภาวะช็อก
        • แต่เชื้อคอกแซคกีไวรัส เอ16 ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน คือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และภาวะช็อกได้ แต่พบได้น้อย

การดูแลรักษา

        • ยังไม่วัคซีนป้องกันและยาเฉพาะในการรักษา แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ให้กินอาหารอ่อน และอาหารที่มีความเย็น เช่น น้ำผลไม้ ไอศกรีม เพื่อลดอาการเจ็บที่ปาก ลิ้น เพื่อให้เด็กกินอาหารได้มากขึ้น
        • อาจมีอาการท้องร่วง อ่อนเพลีย เนื่องจากสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ควรให้เด็กดื่มเกลือแร่ด้วย
        • ถ้าหากเด็กตัวเขียว หายใจหอบเหนื่อย มือซีด อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
        • โดยปกติโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 5 - 7 วัน เมื่อไข้ลด ตุ่มน้ำยุบ กินอาหารได้ตามปกติ
        • เด็กที่เป็นโรคมือ เท้า ปาก จะเจ็บปากมาก กินอะไรไม่ค่อยได้ ควรให้เด็กกินน้ำเย็น กินนมเย็นๆ หรือไอศกรีม กินได้เพราะความเย็นทำให้ชา ไม่เจ็บ ไม่ควรให้กินอาหารแข็งๆ หรืออาหารร้อนๆ

การป้องกัน

        • ดูแลรักษาความสะอาด ล้างมือหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อนกินข้าว
        • แยกเด็กที่ได้รับเชื้อไม่ให้เข้ากลุ่มกันคนอื่นๆ หรือให้เด็กหยุดเรียน และอาจปิดโรงเรียนชั่วคราวเพื่อทำความสะอาด
        • สถานเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนอนุบาล ควรสังเกตอาการของเด็กและพูดคุยกับผู้ปกครอง เกี่ยวกับโรคนี้ ที่ในช่วงที่โรคนี้ระบาด หากสงสัยว่าเด็กจะเป็นควรให้เด็กไปพบแพทย์
        • ในสถานเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล ควรแยกสิ่งของ เครื่องใช้ของเด็กแต่ละคน ไม่ให้ปะปนกัน
        • ที่โรงเรียนหมั่นทำความสะอาดของเล่นเด็กด้วยสบู่หรือผงซักฟอก เพราะอาจปนเปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรือสิ่งขับถ่ายของเด็กที่มีเชื้อโรคนี้
        • ทำความสะอาดพื้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค ด้วยสบู่หรือผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาฟอกขาว ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วเช็ดด้วยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
        • หากพบเด็กในห้องเรียนเดียวกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นโรคมือ เท้า ปากต้องปิดห้องเรียน หรือโรงเรียน เป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน

หมายเหตุ

        • ควรนำเด็กไปพบแพทย์ เมื่อเด็กมีอาการไข้สูง ต้องหาสาเหตุของไข้ เพื่อได้รับการรักษาและได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมถูกต้อง
        • เมื่อมีแผลที่ริมฝีปาก มือ เท้า หรือร่วมกับมีอาการกินไม่ได้ มีไข้สูงมีอาการซึมหรือหงุดหงิด เหนื่อย หายใจเร็ว
        • มีอาการเขียวคล้ำที่ตัว มือ เท้า หรือชัก ซึ่งแสดงว่ามีอาการหนักมากแล้ว

จาก :

นิตยสารรักลูก : นิตยสาร ModernMom : นิตยสาร Kids & School : หนังสือสำนักพิมพ์รักลูกบุ๊ค : http://haamor.com

*** เนื้อหาบทความได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ บุคคลทั่วไปไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมเนื้อหาเองได้ การนำเนื้อหาไปปฏิบัติจริงเป็นดุลยพินิจและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล


Tag : โรคเด็ก โรคเด็กโต โรคเด็กวัย 3-6 ปี โรคหวัด โรคอ้วน โรคตาแดง โรคมือเท้าปาก
บทความแนะนำ

การเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียน

เตรียมความพร้อมให้กับลูกวัย 3-6 ปี ก่อนไปโรงเรียนเพื่อให้ลุกมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และพร้อมที่เปิดรับการเรียน การเล่น เพื่อน และสัมคมใหม่ๆ ของโร

การทำความสะอาดร่างกายเด็กวัย 3-6 ปี

สุขอนามัยการทำความร่างกายของเด็กวัย 3-6 ปี เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเองในการทำความสะอาด เช่น การอาบน้ำ การแปรงฟัน

กิจกรรมและการเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กวัย 3 – 6 ปี

กิจกรรมสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างพัฒนาการและจินตนาการที่จะช่วยเสริมทักษะด้านต่างๆ ให้เด้กอย่างครบถ้วน ซึ่งพ่อแม่ควรมีส่วนร่วมในกิจก

ความคิดเห็น
เพิ่มความคิดเห็น
* Username :
* Password :
  
ข้อตกลงการใช้งาน
• งดใช้คำไม่สุภาพ ให้ร้าย สร้างความเสียหาย ขัดต่อกฏหมาย ศีลธรรมและกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพ
• ทุกความคิดเห็นเกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
• ทีมงานจะไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น
• ทีมงานมีสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
• หากพบเห็นข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้ง webmaster@momypedia.com เพื่อทำการลบข้อความนั้นออกไปทันที