ย้อนกลับ
Print |

อาหารของเด็กทารกวัย 0-1 ปี

โดย Momypedia


นมแม่_การให้นม
การให้นมแม่
การให้นมแม่ที่ดีที่สุด ควรให้ลูกดูดนมแม่เร็วที่สุดหลังคลอด และพยายามกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมให้มากๆ การดูดนมของลูกจะช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมมากเพียงพอ โดยการให้ลูกดูดนมจากเต้าต้องคำนึงถึงกฏ 3 ดูด ที่จะช่วยให้คุณแม่ไม่มีปัญหาเรื่องเจ็บเต้านม และลูกยังได้มีน้ำนมดื่มไปตลอด คือ

        • ดูดเร็วหลังคลอด
        • ดูดบ่อย
        • ดูดถูกวิธี

วันแรกคลอดแม่จะมีน้ำนมประมาณ 30 ซีซี (หรือเฉลี่ยตั้งแต่ 7-123 ซีซี) ต่อวัน ต่อมาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 70 ซีซี เป็น 100 ซีซี จนเป็นวันละ 200-300 ซีซี มากน้อยตามความบ่อยของการกระตุ้น การดูดที่ถูกวิธี และความรวดเร็วในการเริ่มให้ลูกกินนมแม่ จนกระทั่งถึงวันที่ 5 นมแม่จะเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นประมาณ 500 ซีซีต่อวัน จะเป็นช่วงที่คุณแม่เริ่มรู้สึกว่าเต้านมตึงคัดและน้ำนมเริ่มมีมากขึ้น

สิ่งที่ควรทำคือการให้ลูกกินนมบ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 8-12 ครั้ง ส่วนคุณแม่ที่รู้สึกว่านมไม่คัดเลย อย่าเพิ่งตกใจ เพราะถ้าคุณแม่ขยันให้ลูกกิน น้ำนมจะถูกถ่ายเทจนไม่มีการคัดคั่งอยู่ในเต้าให้ปวดเต้านม ถัดมาในช่วง 3-5 เดือน แม่จะสามารถผลิตน้ำนมได้ถึง 750 ซีซีต่อวัน



ทารกต้องการกินนมแม่วันละเท่าไร
ปกติลูกจะกินนมแม่ 100 -150 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ตัวอย่างเช่น ลูกน้ำหนัก 3 กิโลกรัม จะต้องการน้ำนม 150 x 3 = 450 ซีซี แบ่งกิน 8 มื้อ ก็ประมาณ 60 ซีซี หรือ 2 ออนซ์ต่อมื้อ วันแรกคลอดถ้าลูกกิน 8 ครั้ง ทุกครั้งก็ได้ 3-4 ซีซี ดังนั้นถ้าเห็นลูกดูดแล้วกลัวน้ำนมไม่พอก็อย่าเพิ่งตกใจ ลูกจะมีสะสมมาจากในท้องแม่เป็นทุนสำรองไว้แล้ว 2-3 วัน ในช่วงน้ำนมแม่กำลังถูกสร้างและเพิ่มปริมาณ ซึ่งช่วงแรกเกิดลูกจะยังนอนหลับเป็นส่วนใหญ่ การใช้พลังงานจึงยังไม่มากนัก

การให้นมลูกไม่มีการกะเกณฑ์ปริมาณที่ตายตัว แต่ให้ยึดหลัก “กินอิ่มหลับสบาย” หากให้กินอิ่มนอนหลับสบายไม่งอแง น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ แต่เราประมาณจากเวลาในการให้นมลูกแต่ละครั้งว่าควรให้ลูกกินนมแต่ละครั้งนานไม่น้อยกว่า 20-30 นาที และให้ได้น้ำนมอย่างน้อย 8 ครั้งต่อวัน และจำนวนครั้งจะลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น

การปรับตัวของแม่กับการให้นมลูก
หากองหนุนเรื่องนมแม่ ควรหาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจจะตั้งแต่ช่วงที่ท้องอยู่ ถ้าพี่เลี้ยงหรือคนช่วยเลี้ยงไม่มีความรู้เรื่องนมแม่เลย งานหนักก็ยังตกอยู่ที่แม่อยู่ดี ดังนั้นต้องสร้างความเข้าใจและให้ความรู้เรื่องนมแม่ก่อน ค่อยๆ สอนอย่างใจเย็น ถ้าเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรได้ก็ควรจะทำ เขียนฉลากสอนให้รู้วิธีละลายและอุ่นนมแม่ โดยพยายามทำให้เป็นขั้นตอน

ศึกษาวิธีปั๊มนมและลองใช้จนชิน ลองปั๊มนมและแช่เก็บไว้ก่อน เวลาที่ดีที่สุดในการปั๊มน้ำนมก็คือ ช่วงเช้าซึ่งเป็นเวลาช่วงที่แม่ๆ ส่วนใหญ่มีน้ำนมมาก และแม้ว่าจะปั๊มออกไปบ้างก็มั่นใจเถอะว่ายังมีน้ำนมเหลือเพียงพอให้ลูกดูดในมื้อแรกของวันแน่นอน

หัดเป็นคนยืดหยุ่นเข้าไว้ คุณรู้ไหมว่าวิธีที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วเมื่อสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ก่อนอาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในวันนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องไล่ตามพัฒนาการของลูกแต่ละช่วงวัยให้ทัน

ศึกษาหาช่องทาง ว่าหลังกลับไปทำงานแล้ว มีหนทางไหนบ้างที่จะสามารถให้นมลูกได้ อยู่ เช่น พาลูกไปทำงานด้วยได้ไหม

ฝึกลูกให้กินนมนอกเต้า ด้วยวิธีป้อนทางช้อนหรือให้ดื่มจากแก้วเล็ก แต่อย่าให้เริ่มเร็วเกินไป อย่าให้นมขวดกับลูกโดยเด็ดขาด ยิ่งเฉพาะช่วงสำคัญ 3 สัปดาห์แรก เพราะเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยกำลังฝึกดูดนมแม่ ถ้าให้นมขวดเร็วเกินไป เด็กบางคนก็จะสับสนระหว่างหัวนมจุกกับนมแม่ได้

ปรับตัวกับตารางชีวิตใหม่ ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกกลับไปทำงานวันแรกในวันพุธหรือวันพฤหัสบดี เพื่อที่จะได้ไม่เหนื่อยมากนักเมื่อถึงปลายสัปดาห์ และจะได้มีวันหยุดพักอีก 2 วันก่อนที่จะเริ่มงานอีกครั้งทำทุกอย่างให้ง่ายเข้าไว้

มองหาที่ปั๊มนมให้เหมาะกับตัวเอง และหาชุดทำงานให้เหมาะกับการให้นมลูก เสื้อหลวมๆ ที่มีลวดลาย จะช่วยพรางน้ำนมที่ไหลเลอะเทอะได้ และชุดเสื้อที่มี 2 ชิ้นจะสะดวกในการปั๊มและให้นมลูกกว่าชุดเดรสหรือเเซค


ปริมาณน้ำนมแม่

อายุ (เดือน) น้ำนมที่ต้องการ น้ำหนัก
สัปดาห์แรก 10-12 ครั้ง/วัน ลดลงไม่เกินกว่า 10% จากตอนแรกเกิด
สัปดาห์ที่ 2-3 10-12 ครั้ง/วัน เท่ากับแรกเกิด
สัปดาห์ ที่ 4 8-10 ครั้ง/วัน เพิ่มขึ้น 0.5-1 กิโลกรัม
2 เดือน 8-10 ครั้ง/วัน เพิ่มเดือนละ 1 กิโลกรัม
3 เดือน 7-8 ครั้ง/วัน

เพิ่มเดือนละ 1 กิโลกรัม

4 เดือน 6-8 ครั้ง/วัน เพิ่มเดือนละ 1 กิโลกรัม
5 เดือน 6-8 ครั้ง/วัน 2 เท่าของแรกเกิด
6-7 เดือน 5-6 ครั้ง + อาหารเสริม 1 มื้อ 3 เท่าของแรกเกิด
8-9 เดือน 5-6 ครั้ง + อาหารเสริม 2 มื้อ 3 เท่าของแรกเกิด
10-12เดือน 4-6 ครั้ง + อาหารเสริม 3 มื้อ 3 เท่าของแรกเกิด

นมแม่_การให้นม


การให้นมผสม

นมดัดแปลงสำหรับทารก สามารถกินได้จนอายุครบ 1 ขวบ แต่มักมีราคาแพง เนื่องจากขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนเพื่อลดโปรตีนลงให้ใกล้เคียงกับนมแม่ เมื่ออายุเกิน 6 เดือนแล้วสามารถใช้ นมผงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็ก 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งจะมีราคาถูกกว่า และเด็กวัยนี้สารอาหารที่ได้รับไม่ควรมาจากนมเพียงอย่างเดียว ควรเริ่มกินอาหารเสริมแทนนมหนึ่งมื้อได้แล้ว เพื่อเป็นการฝึกนิสัยการกินให้ลูกรู้จักอาหารที่หลากหลาย ได้หัดเคี้ยว กลืน ดีกว่าให้กินแต่นมเพียงอย่างเดียว และเมื่อลูกอายุครบ 1 ขวบควรเปลี่ยนมาเป็น นมผงสูตรธรรมดา นมชนิดนี้จะมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุมากกว่าแถมยังมีราคาถูก ซึ่งนมชนิดนี้สามารถกินได้จนอายุ 3 ขวบเลย

การเปลี่ยนสูตรนมผสมให้ลูก
เนื่องจากการเปลี่ยนนมไม่มีวิธีตายตัว คุณแม่ต้องคอยสังเกตลูกเองว่าเขาพร้อมยอมเปลี่ยนเลยหรือต้องค่อยๆ เปลี่ยน แต่หากเป็นนมยี่ห้อเดียวมักจะไม่มีปัญหาเพราะว่ารสชาติของนมจะคล้ายกันเพราะ วัตถุดิบเป็นแบบเดียวกัน แต่คุณแม่ควรมีสิ่งที่คำนึงถึงเมื่อจะต้องเปลี่ยนสูตรนมผสมดังต่อไปนี้

        • ผสมนมใหม่กับนมเก่าโดยค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนนมใหม่มากขึ้นๆ จนนมเก่าหมด
        • ให้ลูกกินนมใหม่สลับมื้อกับนมเก่าไปจนกว่านมเก่าจะหมด
        • เปลี่ยนนมใหม่ให้ลูกกินเลย
        • เลือกซื้อนมให้เหมาะกับอายุลูก อย่าซื้อเผื่อโตเพราะเห็นว่าราคาถูกกว่า
        • สังเกตเครื่องหมาย อย. (องค์การอาหารและยา) ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายมาตรฐานที่คุณแม่วางใจได้
        • ไม่ควรซื้อนมกระป๋องใหญ่เพียงเพราะของแถมล่อใจคุณแม่ เพราะวิธีนี้จะทำให้ลูกกินนมเก่าค้างกระป๋อง ควรซื้อนมกระป๋องเล็กลูกจะได้กินนมสดใหม่เป็นประจำ
        • ในนมผงนั้นมีสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว แต่สารอาหารที่เพิ่มเติมลงไปในนมบางชนิดนั้น แม้ไม่ได้รับก็ไม่ส่งผลเสียอะไร ดังนั้นขึ้นอยู่กับความสบายใจและความต้องการของคุณแม่


เรื่องน่ารู้ของนมผสม

        • ห้ามใช้เตาไมโครเวฟอุ่นนมให้ลูก เพราะจะทำให้สูญเสียคุณค่าอาหารบางอย่าง เช่น ไลซีน ในนม
        • เด็กวัย 0-1 ปี ใช้ได้แต่นมสูตร 1 หรือ สูตร 2 เท่านั้น อย่าใช้นมผงธรรมดา นมสด นมพาสเจอไรซ์ นมคืนรูปธรรมดา เพราะระบบย่อยของทารกยังรับนมพวกนี้ไม่ได้ อาจทำให้มีเลือดออกในลำไส้ได้
        • ควรเลือกซื้อนมสูตร 2 ที่ใช้แลกโตส เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตหลักที่มีอยู่ในนมแม่ ทั้งยังหวานน้อยและเลี่ยงแบบที่ใช้ซูโครส แต่งรสหวาน เพื่อสุขภาพที่ดีของลูก
        • นมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนยไม่เหมาะกับเด็กเล็ก 0-3 ปี เพราะวัยนี้ไม่ต้องไดเอท ร่างกายยังต้องการไขมันเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของสมองและร่างกายอยู่



การให้อาหารเสริมทารก

        • เด็กอายุ 3 เดือน อาหารเสริมที่ให้พลังงานกับลูก เพื่อความอบอุ่นของร่างกายและการเคลื่อนไหวที่ดีในช่วงนี้คือ น้ำข้าว แล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นข้าวบด ข้าวต้มจนเป็นโจ๊ก เพื่อฝึกให้ลูกรู้รสอาหารแปลกใหม่นอกเหนือจากนม แต่ในขณะเดียวกันต้องเป็นอาหารเละๆ เพราะการเคี้ยวและระบบการย่อยของลูกยังไม่พร้อมเต็มที่นัก
        • เด็กอายุ 4-5 เดือน อาหารจำพวกธัญพืชเป็นอาหารที่ย่อยง่าย แถมยังให้พลังงานและธาตุเหล็กสำหรับลูกน้อยด้วย เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์ มอลต์ ถ้าเป็นแบบสำเร็จรูปเราสามารถนำมาผสมกับนมผง นมสด หรือนมถั่วเหลืองอุ่นๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกลิ่นและรส โดยให้ลูกกินโดยใช้ช้อนชาป้อน
        • เด็กอายุ 6-8 เดือน ผลไม้ต่างๆ จะช่วยให้ลูกได้รับวิตามินซีเพื่อบำรุงเหงือก ฟัน และกระดูก เด็กวัยนี้ฟันเริ่มขึ้นแล้ว เขาจึงสามารถกินองุ่น (โดยแกะเมล็ดออก) มะละกอสุก สับปะรดชิ้นเล็ก เงาะฝานเป็นชิ้นบางได้โดยไม่ต้องบดหรือยีให้ละเอียด และให้ลูกกินในปริมาณที่น้อยๆ ก่อนแล้วจึงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่รู้ว่าลูกยอมรับอาหารเสริมประเภทนี้แล้ว
        • เด็กอายุ 8-9 เดือน เราสามารถให้ได้ทั้งไข่แดงต้มสุกกับลูกแล้ว ส่วนไข่ขาวสามารถให้ได้เมื่อลูกอายุ 1 ขวบก็ได้ ช่วงเดือนนี้ลูกสามารถเริ่มกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อย่างตับบด เนื้อปลาบด หรือถั่วต้มจนเปื่อยแล้วนำมาบดกับข้าวก็ได้เหมือนกัน เขาจะได้ทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก และวิตามินไปพร้อมๆกันด้วย
        • เด็กอายุ 9-12 เดือน อาหารจำพวกแป้ง เช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ มะกะโรนี สปาเก็ตตี้ โดยตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาต้มให้สุกก่อน จึงนำไปใส่ในน้ำซุปที่มีหมูสับชิ้นเล็กๆ ผสมผักต่างๆ ช่วงนี้ลูกจะได้บริหาร เหงือกและฟัน ด้วยขนมปังกรอบๆ ขนมปังเวเฟอร์ หรือผลไม้ที่เนื้อไม่แข็งมากแต่ก็ไม่เละจนเกินไป เช่น ฝรั่งหรือแอปเปิ้ลหั่นเป็นชิ้นใหญ่พอให้ลูกถือถนัดมือเอาไว้ให้ลูกได้ฝึกเคี้ยว หรือ Finger Food

หลักการให้อาหารเสริมลูก

        • การให้อาหารเสริมกับเจ้าหนู ควรเริ่มทีละนิด เริ่มต้นที่ 1 ช้อนกาแฟแล้วค่อยเพิ่มเป็น 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือครึ่งถ้วยแล้วแต่ชนิดของอาหาร
        • อาหารเสริมใหม่ๆ หลากหลายรสชาติ ควรเว้นระยะสัก 1-2 สัปดาห์แล้วค่อยเริ่มให้อาหารใหม่แต่ละชนิด เผื่อว่าลูกอาจมีอาการผื่นตามผิวหนัง บวม หรือมีอาการหอบหืดเพราะแพ้อาหาร
        • หากลูกไม่คุ้นหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรงดไว้ก่อน แล้วรอสัก 3-4 วันแล้วค่อยลองใหม่จนกว่าลูกจะยอมรับ
        • งดน้ำหวานต่างๆ เพราะจะทำให้ลูกติดหวานและไม่รู้สึกหิว พาลเบื่อไม่ยอมกินอาหารเสริมได้

จาก : Momypedia : นิตยสารรักลูก : นิตยสาร ModernMom : คู่มือพัฒนาการเด็ก : คู่มือพัฒนาสมองลูกด้วยสองมือแม่ : หนังสือคู่มือเลี้ยงลูก โดย ศ.เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา สำนักพิมพ์รักลูกบุ๊ค

*** เนื้อหาบทความได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ บุคคลทั่วไปไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมเนื้อหาเองได้ การนำเนื้อหาไปปฏิบัติจริงเป็นดุลยพินิจและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล


Tag : อาหารของเด็กทารก อาหารทารก อาหารเสริม. การชงนม. อัตราส่วนการชงชม การให้นม
บทความแนะนำ

การฉีดวัคซีนในเด็กทารก 0-1 ปี

แม้ว่าวัคซีนจะไม่ใช่ยารักษาโรค แต่วัคซีนก็เป็นเครื่องป้องกันที่ช่วยให้เด็กๆ ปลอดภัยจากโรคร้ายที่มากร้ำกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กทารกวัย 0-1 ปี ที่มีอั

พัฒนาการเด็กและการส่งเสริมทารกวัย 11 เดือน

พัฒนาการเด็กทางร่างกาย พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ พัฒนาการทางภาษา พัฒนาการทางสังคมของทารกวัย 11 เดือน

พัฒนาการเด็กและการส่งเสริมทารกวัย 8 เดือน

พัฒนาการเด็กทางร่างกาย พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ พัฒนาการทางภาษา พัฒนาการทางสังคมของทารกวัย 8 เดือน

ความคิดเห็น
เพิ่มความคิดเห็น
* Username :
* Password :
  
ข้อตกลงการใช้งาน
• งดใช้คำไม่สุภาพ ให้ร้าย สร้างความเสียหาย ขัดต่อกฏหมาย ศีลธรรมและกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพ
• ทุกความคิดเห็นเกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
• ทีมงานจะไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น
• ทีมงานมีสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
• หากพบเห็นข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้ง webmaster@momypedia.com เพื่อทำการลบข้อความนั้นออกไปทันที