ภาวะครรภ์เป็นพิษ

โดย Momypedia


ภาวะครรภ์เป็นพิษ
ภาวะครรภ์เป็นพิษคืออะไร
ภาวะครรภ์เป็นพิษ คือ ภาวะคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความดันโลหิตสูง มีไข่ขาวหรือโปรตีนออกมาในปัสสาวะ และมักมีอาการบวมที่มือ หน้า ขา และเท้า บางคนอาจมีอาการมึนปวดศีรษะ ตามัว และอาเจียน ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ อาจทำให้ถึงขั้นชักได้ หากรุนแรงจนถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตกก็อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้ ทางการแพทย์เรียกคุณแม่ที่มีกลุ่มของอาการและตรวจพบดังกล่าวว่า ครรภ์เป็นพิษ (Toxemia of Pregnancy)


สาเหตุของการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ
สาเหตุของภาวะครรภ์เป็นพิษยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดได้จากปัจจัยหลายประการ เช่น การถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีการสร้างฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์มากจนผิดปกติ มีปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำให้วงการแพทย์มีการศึกษาค้นคว้า อย่างกว้างขวางเพื่อหาข้อสรุปสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้


ในปัจจุบันนี้พบว่า กลไกการสร้างสารเคมีต่างๆ ในร่างกายขณะตั้งครรภ์มีส่วนทำให้ความดันโลหิตสูงผิดปกติ ซึ่งสารเคมีที่มีบทบาทสำคัญนี้ชื่อว่า พรอสตาแกลนดิน และสารพรอสตาแกนลนดินนี้ยังมีตัวย่อยอีกหลายตัว บางตัวทำให้หลอดเลือดขยาย ขณะที่บางตัวทำให้หลอดเลือดบีบตัว

คุณแม่ตั้งครรภ์ตามปกติจะมีการสร้างสารนี้สมดุลกัน ทั้งสารที่ทำให้หลอดเลือดบีบตัวและขยายตัว แต่คุณแม่ที่เกิดครรภ์เป็นพิษจะสร้างสารพรอสตาแกลนดินชนิดที่ทำให้หลอดเลือดตีบตันมากกว่าปกติ ทำให้แรงดันในหลอดเลือดมีความตีบตัวสูงขึ้นมาก

นอกจากนี้รัยงพบว่า หลอดเลือดที่ตีบตัวยังมีประสิทธิภาพที่แย่ลงไปอีกด้วย คือจะปล่อยน้ำที่อยู่ในหลอดเลือดให้รั่วซึมออกมาง่ายขึ้น หลอดเลือดของคุณแม่จึงตีบแคบและรั่วได้ง่าย



คุณแม่ที่เสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ
ภาวะครรภ์เป็นพิษสามาถเกิดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ในหลายๆ กรณี โดยปกติมักจะเกิดกับแม่ตั้งครรภ์ที่มีลักษณะพิเศษบางอย่าง ต่อไปนี้

        • ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากเกินไป (เกิน 35 ปี) หรือน้อยเกินไป (น้อยกว่า 20 ปี)
        • ตั้งครรภ์แรก
        • มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว เช่น มารดา พี่สาว หรือน้องสาว เป็นต้น
        • ตั้งครรภ์แฝด
        • ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก
        • มีโรคเบาหวานร่วมด้วย


อาการของครรภ์เป็นพิษ

        • น้ำหนักตัวขึ้นเร็วกว่าปกติ คุณแม่ตั้งครรภ์ปกติน้ำหนักขึ้นเพียง 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคนี้อาจจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ แม้ว่าไม่ได้กินอาหารมากขึ้น เพราะน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นเกิดจากการบวมน้ำไม่ใช่จากความอ้วน
        • ปวดศีรษะหรือแน่นบริเวณลิ้นปี่ แสดงว่าอาจจะมีเลือดออกที่ตับหรือตับเสื่อมสมรรถภาพ
        • หายใจลำบาก เพราะมีน้ำออกในปอด
        • ตาลาย มองเห็นแสงระยิบระยับเนื่องจากเลือดที่ไปเลี้ยงจอตาลดลง ทำให้จอตารับสัญญาณภาพได้ไม่ดี
        • ทารกดิ้นน้อยลงหรือท้องไม่ค่อยโตตามอายุครรภ์ เพราะทารกในท้องน่าจะขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง

ภาวะครรภ์เป็นพิษ
อันตรายของภาวะครรภ์เป็นพิษต่อการตั้งครรภ์
เนื่องจากคนเรามีเลือดมาเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อหลอดเลือดตีบแคบและรั่วง่าย อวัยวะต่างๆ ก็จะมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาดังนี้

        • ผิวหนังทั่วร่างกายจะมีน้ำเข้าไปแทรกทำให้บวม บริเวณที่เห็นได้ชัดเจนและสังเกตง่าย ได้แก่ ปลายมือ ปลายเท้า หรือเปลือกตา
        • อวัยวะอื่นๆ ก็เกิดผลกระทบได้ เช่น ไตทำงานลดลงเพราะเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ถ้าเป็นรุนแรงไตจะวาย ปัสสาวะน้อยลง
        • หัวใจบีบตัวแรงขึ้น เนื่องจากแรงต้านจากแรงต้านจากหลอดเลือดที่ตีบตัวสูงขึ้น
        • ตับอาจะมีการเน่าตายบางส่วน เพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรือมีเลือดออกในเยื่อหุ้มตับ เพราะการแตกของหลอดเลือดบริเวณดังกล่าว
        • ทารกในท้องมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ทำให้การเติบโตไม่ดี และอาจจะตายในท้องได้ ไป (เกิน ลักษณะพิเศษบางอย่าง ต่อไปนี้ภาวะครรภ์เป็นพิษมักพบว่าเกิดกับคุณแม่ที่ตั้งท้องได้ 8-9 เดือน หรือใกล้คลอด เหตุผลคือ กลไกการเกิดครรภ์เป็นพิษต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะมีการสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความผิดปกติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีคุณแม่บางคนที่เกิดโรคนี้ขึ้นได้ตั้งแต่ตั้งครรภ์อ่อน หรือเกิดขณะที่เจ็บท้องคลอด


ภาวะชักจากครรภ์เป็นพิษ
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายยิ่งนักและเป็นสาเหตุการตายของแม่ตั้งครรภ์ในระดับต้นๆ พบได้น้อยในประเทศตะวันตก ส่วนในประเทศไทยเรายังพบได้บ้างตามต่างจังหวัด เพราะยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการฝากครรภ์ รวมทั้งการขาดแคลนบุคลากรและเครื่องมือทางการแพทย์


สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณแม่
เมื่อเกิดการชักจากภาวะครรภ์เป็นพิษ เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงมดลูกจะหดรัดตัว ทำให้ทารกใน ครรภ์ได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยลง มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ขณะเดียวกันเส้นเลือดที่เลี้ยงอวัยวะเหล่านั้นมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น อาการชัก สมองขาดเลือด ไตวาย และน้ำคั่งมากในเนื้อเยื่อ ร่วมกับมีเลือดออกในอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ถ้ารักษาไม่ทัน อาจทำให้แม่เสียชีวิตหรือพิการได้

การดูแลรักษา
ก่อนจะเกิดอาการชักเนื่องจากภาวะครรภ์เป็นพิษ คุณแม่ตั้งครรภ์จะ มีความดันโลหิตสูงเสมอ แพทย์จึงต้องวัดความดันโลหิตสูงของคุณแม่ทุกครั้งที่ไปฝากครรภ์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติแต่เนิ่นๆ ซึ่งอาการจะดีขึ้นได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ การรักษาจะยุ่งยากขึ้นหากคุณแม่มีอาการชัก เพราะคุณหมอต้องหาวิธีการทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ดีขึ้น ลดความดันโลหิตในทันที และผ่าตัดคลอดทันทีเมื่อแม่มีอาการปกติแล้ว


การรักษาภาวะครรภ์เป็นพิษ
คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เริ่มมีภาวะครรภ์เป็นพิษ ต้องรีบรักษาอย่างถูกต้องโดยทันที แพทย์จะตรวจติดตามการทำงานของไตและให้คุณแม่พักผ่อนมากที่สุด หลังจากนอนพักรักษาสักระยะหนึ่งแล้ว ความดันโลหิตที่สูงขึ้นของคุณแม่จะลดลง แต่ในบางรายอาจมีความดันเพื่อขึ้น เส้นเลือดในร่างกายจะหดรัดตัว ทำให้ทารกในครรภ์มีอันตรายจาการขาดเลือดและออกซิเจนได้


การรักษาโรคนี้ได้ดีที่สุดก็คือ ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง โรคนี้ก็จะหายไป

        • ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ใกล้ครบกำหนด หรือครบกำหนดแล้ว
        • แพทย์จะตัดสินใจให้คลอดเร็วที่สุด ซึ่งจะให้คลอดทางช่องคลอดก่อน นอกจากทารกตัวใหญ่มาก หรือคุณแม่ไม่เจ็บท้องเลยจะพิจารณาให้ผ่าตัดคลอด
        • ถ้าเกิดในช่วงตั้งครรภ์อ่อนหรือยังไม่ครบกำหนดคลอด

การรักษาโดยรีบทำคลอดอาจทำให้ทารกที่คลอดออกมามีปัญหาได้ เนื่องจากตัวเล็กมา ร่างกายยังทนต่อสภาพแวดล้อมไม่ได้ โดยเฉพาะการทำงานของปอดยังไม่ดีพอ เสี่ยงมากที่จะเสียชีวิตหลังคลอด

เพราะฉะนั้น แพทย์จึงพยายามประคับประคองให้การท้องดำเนินต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง โดยหวังจะให้ปอดของทารกเจริญเติบโตและทำงานได้ดีขึ้น ยกเว้นไม่สามารถประคับประคองให้ตั้งครรภ์ต่อไปได้แล้ว เช่น มีความรุนแรงของโรคมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้ และส่งผลร้ายต่อทั้งแม่และทารกพร้อมกัน แพทย์ก็จะพิจารณาผ่าตัดคลอดทันที


จาก : Momypedia : นิตยสารรักลูก : นิตยสาร ModernMom : หนังสือฉลาดรู้ดูแลครรภ์ : 40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ โดย รศ.พญ.สายฝน-นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์ สำนักพิมพ์รักลูกบุ๊ค

*** เนื้อหาบทความได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ บุคคลทั่วไปไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมเนื้อหาเองได้ การนำเนื้อหาไปปฏิบัติจริงเป็นดุลยพินิจและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล