
โดย: อาราดาและจิตราวดี
ความคิดสร้างสรรค์ติดตัวพวกเรามาตั้งแต่เกิดค่ะ เรียนรู้และสั่งสมเพิ่มพูนพลังอย่างต่อเนื่อง และหากได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เด็กๆ พลังเหล่านี้จะทวีคูณค่ะ
ส่วนจะมีวิธีใดช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ ให้เปี่ยมด้วยพลังนั้น ตามดูแง่มุมการส่งเสริม ซึ่งถ่ายถอดจากประสบการณ์ของผู้ใหญ่ 2 ท่าน 2 อาชีพ ที่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ และการเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัส ได้คิด และไม่มองว่าจินตนาการเป็นเรื่องไร้สาระ ล้วนส่ง
ผลต่อการพัฒนาศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กวัยคิดส์ค่ะ
Creativity in Science
แน่นอนที่สุดค่ะว่า ความคิดสร้างสรรค์กับนักวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้ แต่รู้มั้ยคะว่า อันที่จริงแล้วไม่ว่าจะอาชีพไหน หรืออายุเท่าไรก็ตาม ทุกควนล้วนแต่พกความคิดสร้างสรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิดค่ะ
ดร.บัญชา ธนะบุญสมบัติ นักวิทยาศาสตร์อารมณ์ดี จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ว่า…
“คนที่มีความคิดสร้างสรรค์คือ คือคนที่สามารถมองสิ่งเดียวกันนี้ในมุมที่แตกต่าง ซึ่งความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่ในตัวของคนทุกคน เช่น อาชีพนักวิทยาศาสตร์อย่างผม ต้องออกไปค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย และในระหว่างดำเนินการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาแต่ละขั้นตอน ความคิดสร้างสรรค์ก็จะถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในการกำหนดสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง ซึ่งผู้มีความคิดสร้างสรรค์สูง จะสามารถคิดหารูปแบบของการดำเนินการทดลอง หรือทดสอบสมมติฐานได้หลากหลายรูปแบบ
หรือแม้แต่อาชีพแม่ค้าก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน คือต้องคิดสร้างสรรค์เพื่อปรุงอาหารใหม่ๆ หรือสร้างสรรค์บรรยากาศร้านให้ดูดี ดึงดูดใจลูกค้าให้สนใจ และตัดสินใจเดินเข้าร้าน ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน”
เพราะฉะนั้น นี่จึงหมายความว่าทุกคนล้วนแต่มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับอายุ เพศ หรือเชื้อชาติ หากแต่เกี่ยวข้องกับการสั่งสมประสบการณ์ และโอกาสจากการเรียนรู้ค่ะ
ดร.บัญชา เล่าให้ฟังว่า“ผมเกิดในตระกูลค้าขาย แต่ละวันต้องช่วยคุณพ่อส่งของตามร้านค้าส่ง ผมจึงได้เจอผู้คนมากมาย ได้สังเกตพฤติกรรมผู้คนต่างๆ ขณะเดียวกันเมื่ออยู่ที่โรงเรียน หรือแม้แต่ตอนอยู่บ้าน ผมก็จะชอบอ่านหนังสือ ทำของเล่นเอง แล้วก็จินตนาการว่ามีเครื่องเล่นที่บังคับได้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่มีเกม หรือหุ่นบังคับอะไรให้เห็น แต่ผมจินตนาการไปแล้ว
ขณะเดียวกันอิทธิพลของสื่อมีส่วนในการเปิดจินตนาการให้กับผมมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่อย่างอุลตร้าแมน หรือสไปเดอร์แมน ทีนี้พอโตขึ้นมาอยู่ชั้นมัธยม สมัยนั้นถือเป็นยุคทองของนิตยสารประเภทวิทยาศาสตร์ ก็จะมีให้อ่านเยอะมากอย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 7-8 หัว ผมก็อ่านเรียกว่าแทบจะทุกเล่ม รวมไปถึงการเป็นคนช่างสังเกตนี่เองที่ทำให้ผมมีโอกาสเปิดโลกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้จนถึงทุกวันนี้”
จินตนาการ ----- > ความคิดสร้างสรรค์
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเกี่ยวกับการปลูกฝังเรื่องความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆ ก็คือ เส้นทางความคิดนี้ต้องมีองค์ประกอบที่เรียกว่า ‘จินตนาการ’ หลอมรวมอยู่ด้วยค่ะ เพราะความคิดดีๆ อาจไม่เกิด หากไร้ซึ่งจินตนาการมาคอยปั้นฝันให้ก่อร่างสร้างขึ้นมาจนเป็นผลของความจริงที่สัมผัสได้
“จินตนาการเหมือนเป็นคำกว้างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเราคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ และเมื่อไรที่จินตนาการนั้นมีฐานความรู้ที่ถูกต้อง แล้วเกิดกระบวนการคิดที่สามารถก่อให้เกิดผลได้ในภายหลัง ไม่เพียงเท่านั้น ยังนำผลของความคิดไปพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความคิดสร้างสรรค์ครับ” ดร.บัญชา กล่าว
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ก่อนจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้นั้น ต้องก่อเกิดจินตนาการขึ้นในตัวเด็กก่อนค่ะ ซึ่ง ดร.บัญชา บอกว่า จินตนาการเกิดขึ้นได้จาก 3 ปัจจัย ด้วยกัน คือ…
1. พันธุกรรม ส่งผลต่อจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
2. การเลี้ยงดู มีส่วนสำคัญมาก หากคุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้ลอง ได้เล่น ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมจินตนาการให้แก่ลูก
3. วัฒนธรรมของสังคม ดร.บัญชา แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า สังคมไทยยังขาดสื่อในการสนับสนุนจินตนาการของเด็ก ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลองประดิษฐ์คิดทำอะไรที่แปลกใหม่ ต่างจากญี่ปุ่นที่จะกระตุ้นให้คนใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยยกตัวอย่าง รายการ ‘เกมซ่าท้ากึ๋น’ ที่ให้ผู้ชมทางบ้านประดิษฐ์อะไรใหม่ๆ มาแข่งกัน ความคิดสร้างสรรค์ก็จะถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ทางเดียวที่คุณพ่อคุณแม่จะสร้างจินตนาการให้กับลูกได้ คือพาเขาไปสัมผัส ไปดู สิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบดีไซน์แปลกๆ
เทคนิคดีๆ ชวนเรียนรู้
ทำความเข้าใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์จากมุมมองของนักวิทยาศาสตร์กันแล้ว ดร.บัญชา ก็ไม่ลืมนำวิธีส่งเสริมกระบวนการคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆ มาฝากกันด้วยค่ะ
1. สัมผัสเรียนรู้หลากหลาย เปิดโอกาสให้เด็กได้เผชิญกับความจริงที่เรียนรู้ได้ไม่ยากจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ได้ชิม ได้ดู ได้ดม ได้สัมผัส ได้ฟังเสียง จากนั้นเด็กก็จะเกิดการสั่งสมประสบการณ์รู้ว่านี่หวาน นั่นขม อันนั้นฉุน อันนี้หอม ฯลฯ แล้วเด็กจะค่อยๆ เกิดกระบวนการคิด และสั่งสมประสบการณ์เพื่อนำไปคิดต่อยอดเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์ได้
2.เปิดโลกความรู้ทุกวี่วัน ไม่ปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็ก ลองนึกถึงเด็กสองคนที่มีฝีมือในการวาดภาพเท่าๆ กัน คนหนึ่งเคยเห็นดอกไม้ เห็นลูกอ๊อดกลายเป็นกบ เห็นหนอนกลายเป็นผีเสื้อ การวาดภาพของเด็กคนนี้มีพลังมากขึ้น เพราะสามารถต่อยอดจินตนาการภาพที่อยู่ในหัวเข้ากับเรื่องจริงที่ไปสัมผัส และเห็นมา ผิดกับเด็กอีกคนที่ไม่เคยสัมผัสอะไรเลย ซึ่งแน่นอนว่า เห็นน้อยกว่า ความคิดสร้างสรรค์ก็ย่อมน้อยตามลงไปด้วย
3.บรรยากาศดีๆ ให้เด็กเรียนรู้ในบรรยากาศที่ไม่เครียด และไม่กดดัน ซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ได้ดี ที่สำคัญคือ เลือกกิจกรรมที่เหมาะสมตามวัย เช่น ลูกวัยอนุบาลก็ชวนกันมาคิดทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เวลาอยู่ที่บ้าน เช่น ชวนเขามาเล่นต่อภาพ ชวนดูเมฆแล้วจินตนาการดูซิว่าเหมือนอะไร หรือวัยประถมก็ให้เขาทำกิจกรรมที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อยเช่น เล่นพับกระดาษเป็นรูปร่างที่หลากหลาย
Good Example: post it… ผิดพลาดอย่างสร้างสรรค์ ดร.บัญชาเล่าว่า รู้มั้ยว่า post it เกิดจากความผิดพลาดของนักเคมีกลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจจะทำกาว แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือกาวเหลวเกินไป แต่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ก็พลิกวิธีคิดแทนที่จะทิ้งกาวเหลวที่ไร้ประโยชน์ แต่กลับคิดมุมใหม่อย่างสร้างสรรค์ว่า ถึงแม้กาวจะไม่เหนียวแต่ก็น่าจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เขาจึงนำกาวที่ไม่เหนียวแปะบนกระดาษแผ่นเล็กๆ แล้วใช้ทำเป็นที่คั่นหนังสือของพระในโบสถ์ฝรั่ง ต่อมาก็ขยายมาใช้งานในออฟฟิศ และในบ้าน |


















