MOMYPEDIA
Community
ครอบครัวใหม่
ตั้งครรภ์
0-1 ปี
1-3 ปี
3-6 ปี
6-9 ปี
9-15 ปี
โลกของผู้หญิง
รอบรู้สุขภาพดี
โซนกิจกรรม
มุมอร่อย
Send to FriendPrintSave

ชายหญิง... พลังรักพลังแรง

นักวิทยาศาสตร์มีการศึกษาสมองของมนุษย์เราเกี่ยวกับความรัก และความก้าวหน้าของความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ และพบว่าความรักนั้นมีรากเหง้ามาจากความต้องการของมนุษย์ เหมือนความรู้สึกหิว กระหาย และการนอนหลับ แทบไม่น่าเชื่อค่ะว่า ฮอร์โมนในสมองของเราเกี่ยวกับการเลือกคนที่ใช่นั้น วิ่งปรู๊ดปร๊าดก่อนจะตัดสินใจได้ในเวลาเพียง 90 วินาที ถึง 4 นาทีเท่านั้นเอง ซึ่งการตัดสินใจนี้วัดจากภาษากาย 55% น้ำเสียงและความเร็วในการพูด 38% สิ่งที่พูด 7%

เมื่อตกลงปลงใจว่าใช่แล้ว ก็เข้าสู่ช่วงลำดับความรักที่มีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้น คือเกิดความปรารถนา ซึ่งถูกขับด้วยฮอร์โมนเพศทั้งเทสโตสเตอโรนของฝ่ายชายและเอสโตรเจนของฝ่ายหญิง ซึ่งฮอร์โมนนี้เองที่ทำให้ชายเกิดความปรารถนาทางเพศ หญิงก็รู้สึกขาดความอบอุ่นต้องการคนข้างใจค่ะ ต่อมาคือตกหลุมรัก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตกอยู่ในภวังค์แห่งรักชนิดลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างพบว่าขั้นตอนนี้เกิดจากสารเคมี 3 ชนิด อันได้แก่

*โดปามีน - ทำให้รู้สึกมีความสุข
* นอร์เอพิเนฟริน- หรือที่เราคุ้นเคยในชื่ออะดรีนาลีน ทำให้พวกเราเหงื่อออกและใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
* เซโรโทนีน - สารเคมีที่จำเป็นต่อความรักและทำให้บางขณะเราทำอะไรโดยไร้เหตุผลได้
สำหรับขั้นสุดท้ายของลำดับความรักก็คือช่วงผูกพัน ซึ่งช่วยให้คุณตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ร่วมกัน ซึ่งฮอร์โมนที่ส่งผลต่อขั้นผูกพันนี้ก็คือ
* อ๊อกซีโตซิน - หรือฮอร์โมนแห่งความรัก ถูกผลิตขึ้นโดยสมองส่วนไฮโปทารามัส และปลดปล่อยออกมาจากต่อมใต้สมอง ถูกผลิตออกมาระหว่างเกิดอารมณ์สุขสมในระหว่างปฏิบัติภารกิจรักของคู่หนุ่มสาว
* วาโซเพรสซิน - ก่อให้เกิดความรู้สึกหึงหวงคู่ครองของตน ช่วยสร้างเสริมความสัมพันธ์ในระยะยาว

พ่อแม่...รักแฝง แฝงรัก (ของลูก)
หลังจากที่สร้างความสัมพันธ์จนถึงขั้นตกร่องปล่องชิ้นยินดีร่วมชีวิตกันมา จนกระทั่งให้กำเนิดลูกน้อย ตอนนี้ฮอร์โมนก็ยังมีผลต่อพลังรักของพ่อแม่ส่งตรงสู่ลูกน้อยค่ะ

ฮอร์โมนตัวแรกคืออ๊อกซีโตซิน ที่กระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มระดับเอสโตรเจนระหว่างตั้งครรภ์ ผลิตมากระหว่างคลอดและช่วยในการผลิตน้ำนม ฮอร์โมนชนิดนี้เป็นเหมือนสายใยความผูกพันที่มองไม่เห็นระหว่างแม่ลูก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าฮอร์โมนนี้เป็นตัวกระตุ้นให้แม่มีความต้องการเลี้ยงดูทารกด้วยตัวเอง ทั้งยังเพิ่มความรักใคร่ผูกพันระหว่างแม่ลูกตอนที่ลูกดูดนมแม่ด้วยค่ะ

คุณกุ้ง คุณแม่มือใหม่ วัย 31 ปี ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน ก็คงกำลังโดนเจ้าฮอร์โมนความรักนี้เล่นงานเหมือนกัน เธอบอกว่า "แม้จะยังท้องอ่อนๆ แต่ก็รู้สึกหลงรักเขาแล้วล่ะ ตอนไปอัลตราซาวนด์คุณหมอชี้ไปที่หัวใจของลูกซึ่งกำลังเต้นอยู่ แม้ว่าเขาจะยังเป็นไซโกต ยังเป็นเพียงก้อนเล็กๆ อยู่ แต่ก็มีหัวใจเต้นตุบๆ เห็นเขามีชีวิตแล้วอธิบายไม่ถูกจริงๆ เขาทำให้นึกไปถึงแม่ของเราทันที แม่ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

กับแฟนเราอยากบอกว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมาก เขาแสดงความห่วงใยทั้งเราและลูกให้เห็น เหมือนกับพวกเราได้รีเฟรชพลังรักที่อาจเริ่มชินให้หวานขึ้นอีกครั้ง โดยมีลูกเป็นสื่อกลางของพลังรักที่เราสัมผัสได้ทั้งคู่ค่ะ"

สรุปสั้นๆ คือฮอร์โมนอ๊อกซีโตซิน ทำให้คุณแม่และคุณลูกเกิดความรักความผูกพันลึกซึ้ง ส่วนที่คุณสามีเปลี่ยนไปนั้นก็เป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนตัวถัดมา ซึ่งได้แก่วาโซเพรสซิน ฮอร์โมนชนิดนี้ทำให้ผู้ชายรู้สึกอยากเป็นผู้ปกป้อง คุ้มครอง ดูแล ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยกับภรรยาและลูกน้อยค่ะ ดร. เทเรซา เครนชอว์ ผู้แต่ง The Alchemy of Love and Lust เปรียบเทียบว่าฮอร์โมนเพศชายอย่างเทสโทสเทอโรนดึงผุ้ชายให้ออกไปสนุก ขณะที่วาโซเพรสซินทำให้ผู้ชายกลายเป็นคนติดบ้าน เปลี่ยนตัวเองเพื่อเป็นพ่อที่ดี

นอกจากเรื่องส่งผ่านความรักแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังมีผลต่อการเลือกคู่ครองและพลังรักของลูกเมื่อโตขึ้นด้วย อันที่จริงคุณๆ ที่กำลังอ่านสกู๊ปของเราอยู่ตอนนี้ก็อาจได้รับพลังแฝงตัวนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่ของคุณมาก็ได้นะคะ

เดวิด เพอร์เร็ทท์ จากมหาวิทยาลัยเซนต์ แอนดรูวส์ ในสก๊อตแลนด์ พบว่าคนส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าจะเลือกคู่ครองที่เหมือนกับพ่อแม่ของตน ผู้หญิงจะเลือกผู้ชายที่เหมือนพ่อ และผู้ชายก็ต้องการแฟนสาวที่เหมือนแม่ด้วย
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศ.จอห์น มันนี่ จาก มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ซึ่งพบว่า การซึมซับข้อมูลเข้าสู่สมองเป็นตัวตัดสินรูปแบบในการเลือกคู่ โดยใช้การถามเหตุผลในการเลือก ซึ่งแน่นอนค่ะว่าคำตอบต่างหลากหลาย แต่เมื่อให้บรรยายถึงพ่อแม่ของกลุ่มทดลอง ปรากฏว่าคู่ครองที่พวกเขาเลือกต่างมีส่วนคล้ายพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กค่ะ
ศ.จอห์น เชื่อว่าแม่จะกำหนดคุณสมบัติของคู่ครอง และยังมีพลังจูงใจในการสร้างทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงด้วย เช่น หากคุณแม่เป็นคนอบอุ่น ใจดี ลูกชายก็จะเชื่อว่าผู้หญิงควรมีลักษณะเช่นนั้น

ขณะที่คุณแม่จูงใจในในเรื่องความรู้สึกของลูกชายที่มีต่อผู้หญิง คุณพ่อก็จูงใจเรื่องความรู้สึกของลูกสาวที่มีต่อผู้ชายเช่นกัน หากคุณพ่อให้ความรักกับลูกเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าลูกคือสิ่งที่มีค่าในชีวิต จะส่งผลให้พลังรักของลูกสาวที่มีต่อเพื่อนต่างเพศนั้นราบรื่น และรู้สึกดีต่อเพศชาย แต่หากคุณพ่อเย็นชา วันๆ เอาแต่ก่นด่า ไม่ใส่ใจลูกเท่าที่ควร ก็ส่งผลให้ลูกสาวเกิดปมด้อย คิดว่าตัวเองไม่น่ารัก และกลายเป็นผู้หญิงที่ขาดเสน่ห์และความเชื่อมั่นตอนโตได้
ดังนั้น เราจึงพอสรุปได้ค่ะว่าพลังรักที่พ่อแม่ส่งผ่านมาถึงลูกนั้นมีผลต่อพลังรักของลูกในอนาคตด้วย ซึ่งฉันเชื่อเหลือเกินว่าพลังของความรักยังไม่หมดเพียงเท่านั้น หากแต่ยังสามารถสร้างลูกให้เติบโตงดงาม หรือถ้าจะเปรียบเป็นต้นไม้ ก็เหมือนไม้ใหญ่ที่ไม่เป็นโรค แผ่กิ่งก้านสาขามากมายพอที่จะแบ่งร่มเงาไปสู่บริเวณโดยรอบ และยังไม่ลืมให้ร่มเงาแก่ตัวเองด้วยค่ะ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพลังรักทั้งจากชีวิตจริง และจากหลักวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันและคุณรู้แน่ชัดคือพลังรักมีอยู่ในตัวเราทุกคน พลังรักไม่เคยแบ่งแยกการเข้าถึงไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน เป็นคนดีหรือเลว ไม่ว่าสีผิวจะขาวหรือดำ หากแต่เมื่อได้รับความมหัศจรรย์จากพลังรักแล้วต้องรู้จักใช้สร้างสรรค์และหมั่นเติมพลังรักไม่ให้หมดไปจากใจค่ะ



จาก:นิตยสารรักลูก

1  2  
Send to FriendPrintSave
ความคิดเห็นจากผู้อ่าน
เพิ่มความคิดเห็นของคุณ
รูปแสดงอารมณ์
Very Happy
ทั้งหมด
ชื่อ/ อีเมลของคุณ*
ข้อความ*
กติกา
  • งดใช้คำไม่สุภาพ ให้ร้าย สร้างความเสียหาย ขัดต่อกฏหมาย ศีลธรรม และกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  • ทุกความคิดเห็นเกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
    ทีมงานจะไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น
  • ทีมงานมีสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • หากพบเห็นข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้ง webmaster@momypedia.com เพื่อทำการลบข้อความนั้นออกไปทันที
ส่งความคิดเห็นของคุณ
RAKLUKE GROUP WE ARE LEARNING PROPESSIONALS