
เกล้ามาศ ยิบอินซอย - นพดล ขาวสำอางค์
คน 2 คน กับโลกส่วนตัว 2 ใบ
จะเป็นไปได้ไหม ถ้าคน 2 คนจะยังคงรักษาความเป็นตัวตนของกันและกัน ไว้ได้อยู่โดยไม่ถูกรบกวน
ด้วยคำว่า "ชีวิตคู่" ที่ต่างฝ่ายต่างต้องสละเวลา และชีวิตส่วนตัว เพื่อสร้างสานฝันครอบครัวอันอบอุ่นขึ้นมา หลายต่อหลายคู่อาจตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ายาก เพราะเมื่อคิดจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว คำว่า 'ส่วนตัว' ย่อมตกเป็น 'ส่วนรวม' ไปในทันทีที่ตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์
แต่สำหรับคนคู่รุ่นใหม่คู่นี้กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะหลังจากที่พวกเขาเริ่มใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน ต่างฝ่ายต่างก็ค้นพบและเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า ในนิยามของคำว่าคู่ชีวิตที่ดีนั้น ยังสามารถมีโลกส่วนตัว 2 ใบของกันและกันซ่อนอยู่ได้อย่างมิดชิด จากคำ บอกเล่าของฝ่ายชายที่บอกว่า ตัวเองชอบความสันโดษ มีชีวิตที่ปลอดผู้คน มีอารมณ์เหนือเหตุผล และจากปากฝ่ายหญิงว่า ตัวเองชอบเข้าสังคม ชอบพบปะผู้คน และใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ หรือฝ่ายชายมีนิสัยที่ไม่ชอบให้ใครมาบอกให้ทำโน่นทำนี่ แต่ฝ่ายหญิงกลับชอบคาดหวังให้คู่ของตนควรทำในสิ่งที่ตนคิดว่าสมควรที่จะต้องทำ ชีวิตคู่ของคนคู่นี้จึงดูไม่ง่ายดายนักในสายตาของคนทั่วไป หรือแม้แต่ในสายตาของเขาทั้งสองเอง
"ผมเป็นคนดื้อ แล้วก็เชื่อตัวเองมาก ซึ่งก็เป็นปัญหาที่เหมียวทนไม่ได้ ในตอนแรกๆเราสองคนทะเลาะกันบ่อยมาก เพราะไม่ยอมปรับตัวเข้าหากัน"
ฝ่ายคุณเหมียวรีบพูดขึ้นมาทันทีทันควันว่า "พี่โก๋ไม่ค่อยมีเหตุผล ไม่ชอบฟังเหตุผล บางทีก็อธิบายอะไรที่เป็นเหตุผลไม่ได้" ซึ่งในจุดนี้นี่เองที่ทั้งคู่ต่างเคยผ่านการทะเลาะ เบาะแว้งกันมาไม่ได้หยุดหย่อน ด้วยต่างคนต่างยังไม่สามารถยอมรับตัวตนของกันและกันได้ จนกระทั่งเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า การแยกทางกันเดินนั้นมันยากยิ่งกว่าการที่ต้องปรับตัวเข้าหากัน เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันราบนานเท่านาน เพราะต่างฝ่ายต่าง รู้ดีว่าถ้าคนหนึ่งคนใดหายไปจากชีวิต ย่อมเป็นเรื่องที่ทนกันไม่ได้อย่างแน่นอน
"คือพี่โก๋มีอะไรหลายๆ อย่าง ที่เหมียวรู้สึกว่าเขาใช่สำหรับเรา มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เราอธิบายไม่ได้ อาจจะเป็นกรรมเก่าหรืออะไรก็ตามแต่ แต่เราก็เรียนรู้ ว่า จริงๆแล้ว คนสองคนอยู่ด้วยกันไม่ใช่เรื่องเข้ากันได้อย่างเดียว บางทีมันเป็นเรื่องของสิ่งที่อธิบายไม่ได้อยู่เยอะมาก อย่างเหมียวรักพี่โก๋มาก ถ้าถามว่าเพราะอะไร มันก็ตอบไม่ได้ แต่เมื่อลองมาชั่งดูว่า ถ้าเราอยู่กับเขา ใช่! เขามีสิ่งที่ทำให้เราโกรธ หงุดหงิดรำคาญ บางทีก็อึดอัดทนไม่ได้ แล้วมันยังเป็นอย่างนี้มาทุกครั้งจนทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เราอยู่กันต่อไปมันเหมือนเป็นความผูกพันกัน
เหมียวเคยคิดนะคะว่า ทำไมเราต้องทน พอรู้สึกทนก็อยากเลิก เพราะใครก็ตามที่ต้องอยู่ในภาวะที่ต้องทนใครแล้วล่ะก็ มันเป็นภาวะที่เป็นลบ การใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมัน ไม่ใช่เหมือนกับอยู่กับพี่น้องที่คลานตามกันมา แต่นี่เป็นคนที่เราเลือกที่จะอยู่ด้วย มันจึงไม่ ควรมีคำว่าทน เพราะถ้าต้องใช้คำว่าทน ทำไมเราไม่ไปหาทางเลือกอื่นๆที่ดีกว่านี้ แต่พอ เอาเข้าจริง เราแยกทางกันแค่ 2 วันก็จอดแล้ว ต่างคนจะรู้สึกขึ้นมาเลยว่า เออ...เรา ควรจะต้องปรับตัวเข้าหากันดีกว่า เพื่อจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก"
จากบทเรียนข้างต้น คุณเหมียวค่อยๆ เรียนรู้โดยอัตโนมัติว่า การใช้ชีวิตคู่ที่ถูกต้องนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่ควรจะคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นเหมือนดังที่ใจตนต้องการ การยอมรับได้ในความเป็นตัวตนของอีกฝ่ายต่างหาก เป็นสิ่งที่พึงจะกระทำมากที่สุด แม้ปัจจุบันที่ทั้งสอง ต่างตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันต่อ ใช่ว่าปัญหาเดิมๆจะหายไป เพราะต่างคนต่างยังมีโลก ส่วนตัวของตัวเองอยู่ แล้วทีนี้จุดร่วมของโลก 2 ใบนั้นอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ ?
สำหรับตัวคุณโก๋แล้ว การปรับตัวปรับใจให้เข้าสังคมของคุณเหมียวดูจะเป็นเรื่อง แรกที่ตัวเองต้องกระทำ ซึ่งแต่เดิมเขาเป็นคนที่ไม่ชอบเข้าสังคมเอาเสียเลย แต่เมื่อเริ่มคิดจะปรับตัวเข้าหากัน คุณโก๋จึงเริ่มออกงานกับคุณเหมียวบ้าง ในโอกาสที่สำคัญจริงๆ ส่วน คุณเหมียวก็เริ่มเรียกร้อง และคาดหวังจากคุณโก๋น้อยลง ระหว่างนี้คุณเหมียวก็พยายามปรับ วิธีคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ควรยอมรับคู่ชีวิตของตนในแบบฉบับที่เขาเป็น ภาวะยอม ทนหรืออดกลั้นที่อาจเกิดขึ้นลึกๆ ภายในใจ ควรถูกกำจัดไปให้หมด
ด้วยระบบคิดใหม่ที่พร้อมจะเข้าใจ และยอมรับในตัวตนของอีกฝ่ายอย่างที่เป็นอยู่จริงๆ ชีวิตคู่ของคนคู่นี้จึงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ด้วยวิถีทางของการยอมรับทั้งตัวตนของอีกฝ่าย และการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกส่วนตัวของอีกฝ่ายมากจนเกินไป ยามที่ต่างฝ่ายต่างมีปัญหา คุณเหมียวมักจะถามความคิดเห็นของผู้คนรอบข้างบ้าง แต่สุดท้ายก็จะยึดการตัดสินใจของตัวเองเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าทุกปัญหาย่อมมีคำตอบที่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ส่วนคุณโก๋เองมีปัญหาก็มักจะเก็บไว้ จนบางครั้งก็ลืมไปในท้ายสุด
ด้วยวิชาชีพที่ต่างกัน โดยฝ่ายชายเป็นช่างภาพอิสระ ซึ่งลักษณะงานจะจบเป็น ชิ้นๆไป ส่วนฝ่ายหญิงเป็นผู้อำนวยการองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับศิลปะซึ่งต้องทำงานอย่างต่อ เนื่องตามโครงการแต่ละชิ้น แต่ต่างฝ่ายต่างก็ยอมรับในความสามารถของกันและกันเป็น อย่างดีดังที่คุณโก๋ว่าไว้ว่า
"ผมเป็นคนชอบผู้หญิงเก่ง และชอบที่จะให้เหมียวเก่งกว่าอยู่แล้ว เรายอมรับเขาในตรงที่เขาเก่งกว่าตั้งแต่ต้น และเลือกเขาเพราะเขาเป็น
คนเก่ง โดยส่วนตัวไม่รู้สึก ว่านี่เป็นผู้ชายนะ ผมต้องเก่งกว่าสิ ต้องเหนือกว่าสิ แต่ผมรู้สึกเฉยๆไม่เคยคิดว่า ผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ไม่ได้รู้สึกอะไรตรงนั้นเลย เพราะไม่คิดว่ามันจำเป็นว่าใครจะต้องนำใคร
แต่บางทีมันก็อดคิดไม่ได้ว่า เอ...เราผ่านอะไรมามากกว่าทำไมไม่เชื่อกัน แต่มันก็ผ่านไป เพราะผมไม่ซีเรียสอะไร ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร โดยส่วนตัวผมชื่นชมในความ สามารถของเขาที่จะคิดจะทำอะไรต้องทำให้ได้ไม่ใช่แค่คิดอย่างเดียว ผมยอมรับที่เขาเป็น คนตั้งใจ จริงจัง ทุ่มเททำงานมาก แต่ก็ไม่เคยคิดว่าเหมียวต้องมาเป็นผู้นำผม หรือใคร เป็นผู้นำใคร เราต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของกันและกันก็เกื้อกูลกันดี"
เมื่อถูกถามถึงโซ่ทองคล้องใจต่างฝ่ายต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไม่คิดจะมี"
"เพราะรู้สึกว่าเป็นการรับผิดชอบชีวิตคนอีกชีวิตหนึ่ง ซึ่งพวกเรามีส่วนสำคัญที่จะ ทำให้ชีวิต เด็กมีความสุขหรือมีความทุกข์ มันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวที่อยากเห็นคนสืบ ตระกูล และอยากมีเพื่อนยามแก่ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ดำเนินชีวิตยากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ เราไม่อยากมีลูก" ดังนั้นทั้งคู่จึงตัดสินใจว่าสำหรับวันนี้และวันต่อๆไป ขอแค่มีความสุขตามประสา คน 2 คนตามแบบฉบับที่พวกเขาเป็นอยู่ก็พอแล้ว⇒


















