เด็กเปราะบาง เป็นลูกเราหรือเปล่าเน้อ อ่าน 591 ครั้ง | 15 พ.ย. 2552 - 21:56
      คำพูดนี้เป็นคำปรารถจะคุณหมอคะ  คุณหมอมีความเห็นว่าเด็กยุคใหม่ความอดทนในการรอคอย  ยับยั้งชั่งใจต่ำ แต่ตรงข้ามกันกลับเป็นความคาดหวัง และความฟุ้งเฟ้อสูง  คุณครูอ่านแล้วเห็นด้วยกว่า 70%  เด็กกลุ่มนี้ค่อนข้างใหญ่ด้วยคะ  
 
    คุณครูเลยทดลองดูเด็ก ๆ ที่โรงเรียนว่าความอดทนเป็นอย่างไร  ความยับยั้งชั่งใจเป็นอย่างไร    โดยการให้เด็ก ๆ มีโอกาสเลือกทานของว่างช่วงบ่ายนี่แหล่ะคะ  ของว่างวันนั้นมี เค้กกล้วยหอม  แอปเปิ้ล  และข้าวฟองอบกรอบของเถ้าแก่น้อย   โดยกติกาของการทานคือ ให้เด็ก ๆ เลือกทานผลไม้ก่อน  แล้วค่อยทานขนม   สำหรับวันนั้นมีกติกาพิเศษ คือ ไม่ควรทานขนมที่ไม่มีประโยชน์ ด้วยข้าวฟองเป็นขนมที่หน้าตาเหมือนขนมอบกรอบที่ไม่มีประโยชน์ แล้วเด็ก ๆ นำมาเเบ่งเพื่อน  คุณครูจึงบอกเด็ก ๆ ว่า
 
คุณครู : วันนี้เพื่อนนำขนมที่ไม่ค่อยมีประโยชน์มาแบ่งด้วย  เด็ก ๆ ชอบทานขนมไม่มีประโยชน์ไหมคะ 
 
เด็ก ๆ  : ไม่ชอบคะ  มันไม่มีประโยชน์ (คำตอบดูดีนะคะ)
 
น้องภู :  แล้วอะไรคะที่ไม่มีประโยชน์  ขนมของแป้งหรือเปล่า
 
คุณครู :  น้องภูรู้แล้วนิหน่า ไม่ต้องถามคุณครูแล้ว
 
ระหว่างที่เด็กทานขนม  ก็จะมีมือเล็ก ๆ วนเวียนอยู่แถว ๆ ข้าวพองเป็นระยะ  แล้วก็คุณเพื่อนอีกแหล่ะคะ  คอยห้ามปรามกัน  ก่อนจะมีคำถามว่า
 
น้องเอ็นดู : คุณครูถ้าทานขนมของแป้งแล้วจะเป็นอย่างไรคะ
 
คุณครู :  ถ้าขนมนั้นมีผงชูรส ก็จะทำให้เด็ก ๆ ผมร่วงคะ  หนูอยากผมร่วงไหมคะ
 
น้องเอ็นดู : ผมไม่ร่วงหรอกคะ  เมื่อเช้าหนูทานแล้ว  คุณครูลองชิมดูซิ  อร่อยนะ
 
คุณครู : ไม่เอาดีกว่าคะ  คุณครูไม่อยากผมร่วง  ถ้าคุณครูรู้ว่าขนมไหนไม่มีประโยชน์ 
             คุณครูก็ไม่อยากทานคะ
 
น้องบูม : (อดใจไม่ไหวแล้ว หยิบทาน 1 ชิ้น) คุณครูบูมกินแล้วไม่เห็นผมร่วงเลย
 
คุณครู : มันไม่ร่วงทันทีหรอกจ๊ะ  มันจะสะสมไว้ เห็นผู้ใหญ่ที่หัวล้านแต่หนุ่ม ๆ ไหมหล่ะ 
 
      หลังจากนั้น  คุณครูก็เดินหลบไป แอบดูปฏิกิริยาว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เด็ก ๆ อนุบาล 3    แอบชำแสงมองบ่อย ๆ แต่ไม่แตะข้าวฟองเลยคะ  อนุบาล 2 มีแอบชิมบ้าง(น้องไนกี้) ตามด้วยการปรามของเพื่อน  สำหรับน้องเล็กอนุบาล 1 ก็มีบางคนอดใจพอได้  แต่พอเห็นมีเพื่อนหยิบทานก็ตามทันทีจนหมดคะ  
 
       สักครู่ คุณครูก็กลับมาแล้วปรบมือให้คนเก่งที่อดใจได้  แล้วให้รางวัลเป็นเยลลี่ผลไม้ทานคนละถ้วยคะ  เด็ก ๆ ดีใจมากที่ชนะใจตนเองแถมได้รางวัลเป็นขนมที่ถูกใจอีกต่างหาก เด็ก ๆ เคารพกติกาได้คะ  แต่ก็ต้องมีเหตุและผลอธิบายให้ชัดเจนว่าเพราะอะไร  ไม่ยากใช่ไหมคะที่คุณพ่อ คุณแม่จะเก็บไปฝึกเด็ก ๆ ต่อที่บ้าน (^V^)
 
        กลับมาที่เรื่องของคุณหมอต่อดีกว่าคะ  นอกจากความฟุ้งเฟ้อแล้ว ความรักสบายก็เกินพอดีอีกด้วย  แล้วความฟุ้งเฟ้อและความรักสบายที่มากเกินไป  ใครเป็นคนป้อนข้อมูลให้ลูกกันหล่ะ  ใช่ผู้ใหญ่หรือเปล่า 
 
เขาว่าเด็กยุคใหม่เปราะบาง

โดย: ปาฏิหาริย์



เด็กยุคนี้ทุกข์ง่าย มาตรฐานความสุขสูง ความสุขได้มามีราคาแพง


"คราม มาช่วยแม่ล้างจานหน่อยสิ"


"ครามกำลังเล่นเกมอยู่ แล้วก็ไม่ชอบล้างจานด้วย เหม็นจะตาย"


" นี่ เราน่ะโตแล้ว น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระแม่มั่ง พ่อกับแม่ทำงานเหนื่อยแทบตาย ให้ช่วยแค่นี้เองนะ วันๆ ไม่เห็นทำอะไร หนังสือหนังหาก็ไม่ดูเลย เทอมนี้ร่อแร่จะตกมิตกแหล่"


"โฮ้ย บ่นอยู่ได้ เบื่อๆๆ รู้งี้ไปเล่นเกมหน้าปากซอยดีกว่า"


นายครามกระแทกเสียง เดินเข้าห้องนอนตัวเองปิดประตูดังปัง เปิดเพลงดังลั่นกลบเสียงแม่
แม่ เจ็บจี๊ดเข้าไปถึงหัวใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนปึงปัง ทำแม่เสียใจ.. ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เราสองพ่อแม่ทุ่มเททำงานหนักอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อลูก แม้จะไม่ร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่ก็พยายามทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้ดีที่สุด เลี้ยงดูลูกให้สุขสบายไม่ต้องอนาทรร้อนใจแม้แต่น้อย


เหตุการณ์ ทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ หากจะเกิดขึ้นกับครอบครัวเราหรือครอบครัวใครในสังคมยุคนี้ มันสะท้อนให้เห็นแนวโน้มบางอย่างที่เกิดขึ้นกับเด็กยุคใหม่ ซึ่ง น.พ.ชาตรี วิฑูรชาติ จิตแพทย์เด็ก ศิริราชพยาบาล สังเกตพบว่า เด็กยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะเปราะบาง
"คำว่าเปราะบางในที่นี้หมายถึงทางด้านอารมณ์จิตใจ บุคลิกภาพน่ะครับ ผมมองว่าเด็กปัจจุบันมีแนวโน้มอ่อนแอทางด้านจิตใจ ไม่มีความอดทน"


ความ อดทนในความหมายของคุณหมอมีหลายอย่างค่ะ ตั้งแต่ อดทนต่อการทำงานหนัก หนักเอาเบาสู้ สมบุกสมบัน อดทนมุ่งมั่นพยายาม เอาชนะอุปสรรค ไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ อดทนต่อความอยาก มีความยับยั้งชั่งต่อความอยากได้ อยากมี อยากเป็น (อย่างข่าววัยรุ่นขายตัวเพียงเพื่อจะได้ซื้อมือถือไงคะ) อดทนต่อการรอคอย และ อดทนต่อบุคคล ไม่หวั่นไหวง่ายต่อคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น (เป็นสิ่งจำเป็นต่อการที่คนเราจะอยู่ในสังคม ต้องปรับตัวกับคนหลากหลาย)


" แนวโน้มของเด็กยุคใหม่จะมีความอดทนต่อเรื่องต่างๆ เหล่านี้น้อยลง จะเห็นได้ทั้งในเด็กเล็กและเด็กโต แต่จะเป็นปัญหามากจนพ่อแม่หนักใจก็เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น กลายเป็นปัญหาพฤติกรรม บางครั้งออกอาการก้าวร้าวเมื่อไม่พอใจ ยิ่งเด็กสมัยนี้กล้าที่จะแสดงความก้าวร้าวกับผู้ใหญ่มากขึ้น ทั้งคำพูดและกิริยา"


คุณ หมอบอกว่าเด็กวัยรุ่นที่เปราะบางไม่ได้แสดงออกให้เห็นเป็นปัญหาชัดๆ แต่พ่อแม่มักจะมาบ่นว่าลูกมีปัญหาเรื่องการเรียน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่รับผิดชอบ ไม่เชื่อฟัง ก้าวร้าวกับพ่อแม่


" ปัญหามักจะเกิดตอน 10-11-12 ปีนี่ละครับ เป็นวัยที่เด็กจะต้องเรียนเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น พ่อแม่จะเริ่มหันมาคาดหวังกับเด็ก คาดหวังว่าลูกโตแล้ว จะต้องรับผิดชอบตัวเอง รับผิดชอบการเรียน ดูแลเรื่องส่วนตัวได้ดี ดูแลข้าวของไม่หายไม่เลอะเทอะ คาดหวังว่าลูกจะมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น พูดอะไรแล้วจะต้องทำตามนั้น มีบุคลิกของผู้ใหญ่มากขึ้น


" ตอนนี้ละ พ่อแม่ก็จะเริ่มเอะใจว่าทำไมลูกไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ก็จะเริ่มเคี่ยวเข็ญลูก กับเด็กที่ไม่ได้มีการฝึกกันมาก่อน พอโตแล้วเขาจะไม่ยอมง่ายๆ ก็จะต่อต้าน โต้เถียง ปึงปัง ไม่พูดด้วย ทำให้แม่ลูกมีเรื่องทะเลาะกันทุกวัน บางครอบครัวอาจใช้ความรุนแรงกับลูก ด่าว่า ตี โดยเฉพาะคุณพ่อ บางบ้านลูกไม่พูดกับพ่อ"


ไม่ เพียงพ่อแม่จะเจ็บปวดกับพฤติกรรมของลูก ตัวลูกเองก็จะขาดความเชื่อมั่น ความภาคภูมิใจในตัวเองหรือ self esteem ต่ำ เพราะไม่เคยพยายามทำอะไรให้สำเร็จด้วยตัวเอง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ก็ต่ำด้วย ขาดความพยายาม จะตั้งเป้าหมายให้ตัวเองต่ำ เพราะรู้ว่าตัวเองไม่เข้มแข็งพอที่จะทำได้หรือผ่านอุปสรรคไปได้ คุณหมอบอกว่าเด็กแบบนี้อาจจะไม่ถึงกับเสียคน แต่ไม่สามารถจะพัฒนาตนให้เต็มศักยภาพได้
มาถึงขั้นนี้แล้ว จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเล็กเลยใช่ไหมคะ แล้วหากจะย้อนไปดูจุดเริ่มต้นมันอยู่ที่ไหนกันแน่


คุณ หมอชาตรีตอบว่า เริ่มที่การเลี้ยงดูแต่เล็กแต่น้อยนั่นแหละ จากประสบการณ์การทำงานทางด้านจิตเวชของคุณหมอ พอสังเกตได้ว่า เด็กที่เปราะบางมักจะมาจากครอบครัวที่มีลูกน้อย มีลูกคนเดียว หรือมีลูกยาก มีลูกเมื่อพ่อแม่อายุมาก เรียกว่า golden child เป็นเด็กที่พ่อแม่ทุ่มเทความรักให้เต็มที่ หรือครอบครัวที่พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกน้อย มีธุรกิจการงานมาก ให้วัตถุ ความสะดวกสบายทดแทนความเอาใจใส่ แล้วก็ไม่จำเป็นว่าจะเกิดกับครอบครัวฐานะดีหรือปานกลางเท่านั้น ครอบครัวที่ฐานะไม่ดีก็มีไม่น้อย


เด็ก จะเติบโตมาอย่างสบาย อิสระ ไม่มีคนจ้ำจี้จ้ำไช อยากได้อะไรก็มักจะได้ ขาดการใส่ใจอบรมสั่งสอนในเรื่องของระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ ขอบเขต ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งเรื่องตัวเองและส่วนรวม


ที่ สำคัญพ่อแม่ยุคนี้มักมีทัศนคติว่า พ่อแม่ที่ดีต้องเลี้ยงลูกให้มีความสุข เป็นทัศนคติใหม่ที่มากับกระแสวัตถุนิยม ที่คนให้คุณค่ากับชีวิตที่สะดวกสบายและมีความสุข


" สมัยก่อนเราจะมีทัศนคติ คนขยันคือคนดี เดี๋ยวนี้เราจะมองว่า ขยันให้โง่ คนฉลาดต้องทำงานน้อยๆ สบายๆ ได้เงินเยอะ พ่อแม่ยุคใหม่ถ้าจะเลี้ยงลูกให้ดี ลูกจะต้องได้ทุกอย่างที่ต้องการ ยิ่งถ้าฐานะดีก็ยิ่งปรนเปรอให้มาก พ่อแม่มักเข้าใจผิดว่า ลูกจะมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่อเมื่อมีอะไรเทียมหน้าเทียมตาเพื่อน ทันสมัย มีบ้านใหญ่ แต่งตัวดี



จริงๆ แล้วความภาคภูมิใจในตัวเองมันเกิดจากรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่มีความดี ตัวเองสามารถควบคุมตัวเองได้ ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของเขา มันอยู่ภายในที่ทำให้เด็กภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่แคร์ว่าฉันจะไปปรากฏตัวด้วยรองเท้ารุ่นไหน เพราะฉันมีคุณค่าในตัวของฉัน ไม่ต้องไปวิ่งตามเพื่อนหรือตามแฟชั่นนัก และจะเกิดความเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาพร้อมๆ กัน


" พ่อแม่จึงมักมาบ่นว่า เนี่ย เลี้ยงมาก็ไม่เคยขัดใจ อยากได้อะไรก็หาให้ทุกอย่าง ทำไมยังเป็นแบบนี้อีก เขาไม่รู้ว่าเลี้ยงอย่างนั้นทำให้เด็กอ่อนแอ ไม่รู้จักอดทน อดกลั้น ไม่รู้ขอบเขต ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องเรียนรู้ว่าการจะได้อะไรมามันได้มาด้วยความพยายามที่ลงไป และเมื่อทำสำเร็จจะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง เป็นความสุขที่เกิดจากความสำเร็จด้วยตัวเอง "


เด็กยุคนี้จึงทุกข์ง่าย มาตรฐานความสุขสูง และความสุขได้มาด้วยราคาแพงเสมอ


นอก จากนี้คุณหมอเสริมอีกว่า "lifestyleการเล่นของเด็กยุคนี้ก็สำคัญ จะเป็นการดูทีวี เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ต เล่นของเล่นไฮเทค เป็นการเล่นคนเดียว เล่นในบ้านในห้องแอร์ เป็นการเล่นที่สบายไม่มีเหงื่อ สมัยก่อนเด็กจะเล่นตามธรรมชาติ เล่นกีฬา เล่นกลางแจ้ง เล่นกันเป็นกลุ่ม ทำให้เด็กเด็กได้ใช้กำลังกาย รู้จักกฎกติกา ต้องปรับตัว มีความคิดสร้างสรรค์ มีการวางแผน แก้ปัญหา การเล่นของเด็กยุคนี้จึงไม่ได้พัฒนาให้เด็กมีความแกร่งทั้งกายและใจ "


ฟังแล้วน่าสงสารเด็กยุคนี้จัง แล้วหากล่วงเลยมาถึงวัยนี้ พ่อแม่อย่างพ่อแม่ของนายครามที่ตกอยู่ในสถานการณ์ข้างต้นจะทำไงดีล่ะคะ
คุณ หมอให้ความหวังว่า ทุกวัยยังแก้ไขได้ แต่ความยากง่ายต่างกัน ผลที่ได้ก็ดีไม่เท่ากัน ถ้ายิ่ง 13 ปีขึ้นไปหรือเข้าวัยรุ่นจะแก้ยากแล้ว คงต้องลงแรงเหนื่อยกันหน่อย


เพราะ ฉะนั้นถ้าเห็นว่ามันเริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องหยุดคิดก่อน หันหน้ามาคุยกันเองก่อนว่าปัญหาคืออะไร มีอะไรเกี่ยวข้อง แล้วหาเวลาที่ปลอดโปร่งโล่งใจคุยกับลูก ส่วนใหญ่ควรตั้งเป้าหมายในเรื่องที่แก้ง่ายที่สุดที่เด็กเองก็อยากเปลี่ยน แปลง อย่างเรื่อง ทำการบ้านไม่เสร็จ หรือทำเสร็จดึก คุยกับลูกว่า "แม่คิดว่าเป็นเพราะลูกเริ่มช้า มัวแต่เล่นเกม ตอนเช้าก็ตื่นไม่ไหว พอตื่นสายก็ต้องเร่งรีบ เกิดหงุดหงิดกัน นี่เป็นปัญหา เรามาช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงดี เรามาตั้งกติกากันใหม่ดีกว่า"


แต่ การตั้งขอบเขตในตอนอายุเท่านี้จะไม่เหมือนกับตอนลูกเล็กๆ แล้วนะคะ ที่พ่อแม่เป็นคนสั่งให้ลูกทำ แต่ตอนนี้ต้องถามลูก พูดคุยให้เห็นประโยชน์ของการตั้งกติกา และร่วมกันหาทางออก เช่น ควรจะเริ่มทำการบ้านกี่โมง เล่นเกมได้เมื่อไหร่ อาจจะหาที่ทำงาน ตั้งโต๊ะในที่ที่เงียบสงบ


ตัว พ่อแม่เองก็ต้องคอยตรวจสอบตัวเองไม่ให้ไหลไปตามกระแสของวัตถุนิยม คอยสำรวจว่า เราให้ลูกมากเกินไปหรือเปล่า อย่าให้ความรักในรูปของวัตถุซึ่งมีแต่ผลเสีย แล้วถ้าเราคิดถึงครอบครัวและลูกเป็นหลักซึ่งต้องการเวลา ความใกล้ชิด ก็ต้องให้เวลาครอบครัวและลูกเป็นหลัก แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่อย่างนั้น..


"ที่ยากคือพ่อแม่เปลี่ยนไม่ค่อยได้"


คุณหมอทิ้งท้ายชนิดที่ท้าทายเราให้ไปทบทวนตัวเองกันใหม่ค่ะ




จาก: นิตยสาร Life & Family
ความคิดเห็น
    เพิ่มความคิดเห็น
    *Username :
    *Password :
      
    ข้อตกลงการใช้งาน
    • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์หรือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์และราชวงศ์
    • โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย หมิ่นประมาท หรือสร้างความแตกแยกในสังคม
    • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของสังคม
    • ไม่อนุญาตให้โฆษณาขายสินค้าหรือเผยแพร่ธุรกิจจำพวกธุรกิจเครือข่าย หรือ MLM
    • ทุกความคิดเห็นและการตั้งกระทู้ถูกส่งขึ้นระบบ Blog โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งทางเว็บไซต์มิได้มีส่วนตรวจ สอบหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น ความคิดเห็นของสมาชิก จึงไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์และไม่ สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
    • ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น