MOMYPEDIA
Community
ครอบครัวใหม่
ตั้งครรภ์
0-1 ปี
1-3 ปี
3-6 ปี
6-9 ปี
9-15 ปี
โลกของผู้หญิง
รอบรู้สุขภาพดี
โซนกิจกรรม
มุมอร่อย
Home > News & Event > อย่าพลาด! พลังแห่งการ “เล่นอิสระ”
Print

อย่าพลาด! พลังแห่งการ “เล่นอิสระ”

The Power of Free Play

 

 

 

พบกับพลังแห่ง "การเล่นอิสระ" หรือ Free Play ที่จะสร้างให้เด็กดีและเก่ง ในงานรักลูกเฟสติวัล 12-14 มีนาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

 

ทำไมต้อง Free Play

 

ศ.ดร.สจ็วต บราวน์ (Stuart Brown) จิตแพทย์และผู้ก่อตั้งสถาบันการเล่นแห่งชาติ (National Institute for Play: NIFPLAY) แห่งสหรัฐอเมริกา สนใจเรื่องการเล่นอิสระนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 เมื่อมีข่าวว่านักศึกษาชายวัย 25 ปี ในมหาวิทยาลัยเทกซัสก่อเหตุยิงเพื่อนนักศึกษาและเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิตถึง 46 คน หลังจากนั้นเขาก็ได้สัมภาษณ์นักโทษที่ก่อเหตุลักษณะเดียวกันอีก 26 คน พบว่า ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านี้โดนครอบครัวทำร้ายและไม่เคยได้เล่นอย่างที่เด็กๆ ทั่วไปได้เล่นกันเลย


นั่นแสดงว่า การขาดโอกาสที่จะได้เล่นอย่างอิสระตามจินตนาการในวัยเด็กอาจทำให้เด็กไม่สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข ไม่สามารถรับมือกับความเครียด และสู้ปัญหาชีวิตได้

 

 

 

Free Play คืออะไีร

 

Free Play (การเล่นอิสระ) จริงๆ แล้ว ก็คือการเล่นตามธรรมชาติของเด็กๆ นั่นเอง ลองนึกถึงภาพเด็กๆ สมัยก่อน ที่ถูกปล่อยให้วิ่งเล่นในละแวกบ้านอย่างเสรี ของเล่นอาจไม่ได้มีมากมาย แต่เด็กๆ ก็มองหาวัสดุธรรมชาติ และใช้จินตนาการหาวิธีการเล่นโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับ เท่านี้ก็เพลิดเพลินได้ไม่รู้เบื่อ ถ้ายังนึกไม่ออก ศ.ดร.สจ็วต บราวน์ ได้ให้คำอธิบายไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

 

* ไม่มีการตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายใดๆ ทั้งสิ้น (purposeless) เด็กเล่นก็เพราะเขาอยากจะเล่น

   ไม่ใช่เพื่อเหตุผลอื่นใด

 

* เกิดจากความตั้งใจและโดยสมัครใจ (voluntary) ไม่ใช่สิ่งที่เด็กจะต้องทำตามหน้าที่ หรือมีใคร

   บังคับ

 

* การเล่นมีแรงดึงดูดใจในตัวเอง (attraction) ทำให้เด็กๆ อยากเล่นจนยากจะห้ามใจ

 

* เป็นอิสระจากเวลา (freedom from time) จะเล่นเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องพะวงเกี่ยวกับเวลา หรือ

   เล่นจนลืมเวลาไปเลย เช่น ไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องต่อบล็อกให้เสร็จภายใน 30 นาที แต่ก็ไม่ได้หมาย

   ความว่า จะเล่นจนไม่ยอมทำกิจวัตรอย่างอื่น

 

* ลืมความเป็นตัวตนของตนเอง ในขณะที่เล่น (Diminished consciousness)

 

* ไม่มีการเตรียมการมาก่อน (Improvisation) ขณะที่เล่น เด็กๆ ด้นสดหรือพลิกแพลงวิธีการเล่น

   ตามสถานการณ์

 

* อยากจะเล่นอย่างต่อเนื่อง (continuation desire) เล่นแล้วไม่อยากเลิก แต่ถ้าแม่เรียกไปกิน

   ข้าว แล้วเด็กๆ อาจจะบอกเพื่อนให้นัดเจอกันใหม่พรุ่งนี้ เป็นต้น


 

 


The Power of Free Play : เมื่อ ‘เล่น’ มีประโยชน์จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ที่ใครๆ คาดไม่ถึง

การเล่นเปรียบได้กับออกซิเจน อยู่รอบตัวเรา แต่เราก็แทบจะไม่รับรู้หรือชื่นชมมัน จนกระทั่งเราขาดมันไปรายงานวิจัย Play-For-A-Change ของโครงการ Play England, UK อธิบายถึงประโยชน์ของการเล่นอิสระว่า

 

- การเล่น เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนการปรับตัวคือ แบบฝึกหัดชีวิตที่สำคัญชุดหนึ่งที่เด็กควร

  ได้โอกาส

 

- การเล่น ทำให้เด็กมีความอดทน อดกลั้น สู้เป็น ล้มเป็นแล้วก็ลุกขึ้นใหม่ได้ มองโลกในแง่ดี มีเพื่อน

  มีความคิดสร้างสรรค์

 

- การเล่น ทำให้เด็กสนุก มีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์

 

- การเล่นทำให้เด็กเกิดความผูกพันกับเพื่อน ชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เขาภูมิใจในตัวเอง ชุมชน และอยากทำอะไรเพื่อสังคมที่เขาเติบโตมา

 

การเล่นช่วยให้สมองได้พัฒนา และฝึกทักษะในการแก้ปัญหา การเล่นกับเพื่อนช่วยให้เด็กมีทักษะทางสังคม เด็กจะรู้จักการปรับตัว เรียนรู้ถึงการรู้จักเห็นใจผู้อื่น รู้จักอดทนรอคอย รู้จักควบคุมอารมณ์ และเรียนรู้ถึงความยุติธรรม ทั้งหมดนี้มีความสำคัญมากต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของทั้งเด็กและผู้ใหญ่

 

นอกจากนี้ยังเคยมีตัวอย่างกรณีศึกษา ความแตกต่างในทักษะการแก้ปัญหา ของการเล่นที่มีกรอบ และการเล่นแบบ Free Play กล่าวคือ

 

เนท โจนส์ เจ้าของอู่รถที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของยางสำหรับรถแข่งประเภท Formular One สังเกตเห็นว่า เด็กใหม่ๆ ที่เข้ามาทำงานในอู่มักไม่มีทักษะในการแก้ปัญหา โจนส์และภรรยาซึ่งเป็นครูต่างก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากถามคำถามเด็กใหม่ๆ และพนักงานเก่า โจนส์ก็ได้ค้นพบว่า คนที่เติบโตมาพร้อมกับการใช้มือในการเล่นอย่างอิสระจะสามารถ ‘มองเห็นปัญหา’ ที่คนซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการเล่นดังกล่าว มองไม่เห็น โจนส์จึงเขียนบทความเกี่ยวกับสิ่งที่เขาค้นพบ

 

ต่อมาช่วงปลายทศวรรษ 1990 ผู้บริหารห้องปฏิบัติการ JPL (Jet Propulsion Laboratory ) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยเกี่ยวกับยานอวกาศที่สุดยอดของสหรัฐมากว่า 70 ปี ได้อ่านบทความของโจนส์ เพราะJPL เองก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน คือ วิศวกรใหม่ๆ เป็นนักศึกษาชั้นหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เก่งในการรับมือกับปัญหาคณิตศาสตร์ในเชิงทฤษฎีวิศวกรรม แต่พวกเขาไม่เก่งในการรับมือกับความยุ่งยากในการบริหารโครงการ เขาจึงย้อนกลับไปดูวิศวกรที่เกษียณไปแล้ว และพบข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันว่า

 

ขณะที่เป็นเด็ก วิศวกรรุ่นเก่าต่างก็เคยแยกชิ้นส่วนของนาฬิกา เพื่อดูว่ามีกลไกการทำงานอย่างไร เคยประดิษฐ์รถแข่งจากกล่องสบู่ หรือไม่ก็ประกอบลำโพงแบบไฮไฟ และซ่อมอุปกรณ์ต่างๆ พวกเขาทำงานได้ดีในฐานะวิศวกรรุ่นใหญ่ เพราะพวกเขากำลังทำสิ่งที่ครั้งหนึ่งพวกเขาได้เคยทำเพื่อความพอใจมาก่อน (หรือการได้เล่นนั่นเอง)

 

ผู้จัดการห้องทดลองที่ JPLได้ค้นพบว่า ผู้ที่เคยใช้มือในการเล่นอย่างอิสระจะได้รับการเสริมสร้างสมองที่เหมาะแก่การเข้าใจและแก้ไขปัญหาทุกรูปแบบ จากนั้นมาทาง JPL ก็มีคำถามมาตรฐานในการสัมภาษณ์งาน ถึงสิ่งที่ผู้สมัครงานเคยเล่นหรือเคยประดิษฐ์เมื่อวัยเด็ก

 

 

สร้างเด็กดี…ด้วย Free Play

สำหรับโลกปัจจุบัน คำว่า ‘เก่ง’ ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่เราต้องการคนที่ ‘เข้าใจคน เข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง’ เพราะทุกวันนี้ เราอยู่บนโลกแห่งการใช้ข้อมูลข่าวสาร มีการคิดค้น แข่งขันกันทางความคิด ต้องแย่งชิงและใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มีความแปรปรวนทางธรรมชาติสูงทั้งในแง่ของภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติทางธรรมชาติ สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น คนที่จะอยู่ในสังคมที่มีความซับซ้อนแปรปรวนทั้งทางธรรมชาติและทางสังคม หรือเด็กที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในยุคนี้ จึงต้องมีความแข็งแกร่งมากพอสมควร และมีคุณสมบัติเหล่านี้ด้วย

 

การรู้จักตนเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self Realization) การเล่น Free Play ทำให้เกิดความผูกพันทั้งกับบุคคล สถานที่และชุมชน ครั้งหนึ่งที่รักลูกกรุ๊ป ได้ลงพื้นที่ทำงานในโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวใน จ.บุรีรัมย์ เมื่อให้ผู้ใหญ่ 40 คน เล่าความประทับใจของการเล่นแบบ Free Play แต่ละคนอยากกลับไปสถานที่แห่งนั้นและอยากเจอเพื่อนคนนั้นอีก เช่น คุณครูท่านหนึ่งหยิบเศษชอล์กจากโรงเรียนมาเล่นเป็นครูสอนหนังสือโดยใช้ฝาบ้านเป็นกระดานดำ สิ่งนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากเป็นครูในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่อบต.ท่านหนึ่งเล่าว่า ในคืนเดือนหงาย เขาและน้องอีก 2 คน มักจะแอบหนีพ่อแม่ไปเล่นฉายหนังเงาข้างๆ บ้าน บางคนใช้สระน้ำเล็กๆ ที่แห้งแล้ว เป็นเวทีแสดงลิเกและการแสดงอื่นๆ

 

เมื่อเด็กๆ เกิดความผูกพันกับเรื่องรอบตัว เขาจึงรู้ความเป็นมาของตนเอง และเกิดความรักในความเป็นมาของตนเอง มีความกระตือรือร้นที่จะมองไปในอนาคต และรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า รวมทั้งอยากให้ชุมชนของตนพัฒนาขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความเจริญและความอยู่รอดของสังคมในระยะยาว

 

มีความเป็นคนที่สมบูรณ์ (Humanity) การที่ได้เล่น Free Play กัน ได้เห็นว่าเพื่อนเหมือนหรือต่างกับเราอย่างไร ทั้งในด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม ประเพณี เราจึงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเข้าใจ ไม่ใช่การแบ่งแยก รู้ว่าทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรี เราจึงรู้จักเคารพและไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียน

 

มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) หัวใจสำคัญของคุณสมบัตินี้อยู่ที่ความสงสัยและการถาม เด็กๆจะได้ใช้ทักษะการเรียนรู้อย่างครบถ้วน คือกล้าพูด กล้าถาม กล้าทดลองหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง แล้วนำความรู้นั้นไปต่อยอดเป็นความคิดใหม่ๆ

 

Antony D. Pellegrini นักจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยมินเนสโซตา อธิบายว่า เกมจะมีกฎกติกาที่ตายตัวให้ผู้เล่นดำเนินตามนั้นจึงจะมีโอกาสชนะ แต่การเล่น Free Play จะตรงกันข้าม เพราะ ความคิดสร้างสรรค์ต้องการความท้าทายให้สมองพัฒนา ไม่ใช่รูปแบบที่กำหนดไว้ตายตัว เด็กๆ จึงควรมีโอกาสได้ใช้จินตนาการพลิกแพลงกิจกรรมและหรือกติการูปแบบใหม่ๆ ด้วยตัวเอง

 

มีความอดทน อดกลั้น สู้ปัญหา ล้มแล้วลุกได้ (Resilience) นี่คือเครื่องมือที่เด็กๆ จะเอาไว้ใช้รับมือกับความผิดหวัง ความขัดแย้ง ความเศร้า ความล้มเหลว ความพ่ายแพ้ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง สิ่งสำคัญที่สุดคือการมองไปข้างหน้าแบบ positive thinking หรือล้มเหลวแต่เริ่มต้นใหม่ได้

 

เมื่อเด็กๆ เล่นแบบ Free Play จะทำให้เขาเรียนรู้การเจรจาต่อรอง ปรับตัว ในสถานการณ์ที่ไม่ยุติธรรม ไม่มีคนคอยปกป้อง อีกทั้งได้ฝึกรับมือกับความเครียด (stress) ในระดับที่เด็กรับได้

 

มีเพื่อน (Social Network) คนที่มีเพื่อน จะต้องมีคุณสมบัติเป็นคนที่ดีก่อน เขาจะต้องรู้จักเห็นใจคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น มีความโอนอ่อนผ่อนปรน รู้จักประนีประนอม และช่วยเหลือคนอื่น คนเราจำเป็นต้องมีเครือข่ายเพื่อนฝูง เพื่อจะได้ช่วยประสานในเรื่องต่างๆ และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

 

ขณะเดียวกันในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน การเป็นคนดีแบบสุดโต่ง แต่ไม่รู้จักจัดการ ก็ดูจะอยู่ยากในโลกทุกวันนี้ Sergio M.Pellis นักประสาทวิทยาด้านพฤติกรรม มหาวิทยาลัย Lethbrigde เมืองอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา บอกว่าการเข้าไปปกป้องลูกเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวตามมา เพราะเด็กจะจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบากไม่ได้

 

การเล่น Free Play จะทำให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะยอมรับและไม่ยอมรับพฤติกรรมต่างๆ บางครั้งต้องเจอกับความไม่ยุติธรรม ก็ไปเรียกร้องกับใครไม่ได้ เพราะยังอยากจะเล่นต่อ จึงต้องมีวิธีสื่อสารเจรจาตกลง หรือบางทีต้องใช้ทั้งร่างกาย สีหน้าและภาษาในการสื่อสารไปด้วย สิ่งเหล่านี้เราจะหาจากในตำราหรือให้ใครมาสอนไม่ได้ นอกจากการได้ลองเล่นกับเพื่อนหลายๆ กลุ่ม หลายๆ วัย

 

รักและหวงแหนธรรมชาติ (Respect for Nature) เราต้องส่งเสริมให้เด็กได้รู้ว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ให้เขารู้สึกรักและดื่มด่ำกับธรรมชาติ เข้าใจและเห็นคุณค่าความมีอยู่ของธรรมชาติ รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าโดยไม่ต้องมีคำขวัญเพื่อรณรงค์ให้ต้องปฏิบัติ

 

อย่างที่บอกในตอนต้นแล้วว่า การเล่น Free Play นั้นก่อให้เกิดความผูกพันทั้งคน สิ่งแวดล้อมและชุมชน ทำให้เขาเข้าใจที่มา

 

ทีไป ใส่ใจรายละเอียด และอยากจะรักษาหรือรู้สึกหวงแหน

ประโยชน์ของ Free Play มีมากมายแบบนี้ วันนี้คุณได้ปล่อยให้ลูกๆ ได้เล่นอิสระบ้างแล้วหรือยังคะ

 

 

เรียบเรียงจาก: รักลูกเฟสติวัล 2010 Brain Guide Book

The Power of Free Play: เมื่อ ‘เล่น’ เป็น ‘มากกว่าเรียนรู้’

RAKLUKE GROUP WE ARE LEARNING PROPESSIONALS